พิธีศพ

คำว่า ศพ บาลีว่า ชิว สันสกฤตว่า ศว ไทยใช้ว่า ศพ แปลว่า ซากผี ร่างคนตาย คนเราเมื่อตายแล้ว คนอยู่ต้องทำพิธีศพตามสมควรแก่ฐานะ ไม่ให้เกินฐานะชนิดที่ว่า คนตายขายคนเป็น และไม่ควรปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ทำอะไรเลย อันพิธีเกี่ยวกับศพนี้ มีเรื่องทำกันมาก และได้ทำตามอย่างกันต่อ ๆ มา เมื่อทำตามอย่างกันหนักเข้าก็กลายเป็นประเพณีไป ไม่ได้นึกถึงความมุ่งหมายว่า การทำเช่นนั้นทำเพื่ออะไร ถ้ารู้ถึงความมุ่งหมายด้วย ก็จะทำให้เกิดความนึกคิดที่เป็นประโยชน์ขึ้นอีกมิใช่น้อย เพื่อให้เกิดผลเช่นนั้น จะได้บอกถึงความมุ่งหมายที่ต้องทำพิธีเกี่ยวกับศพเป็นอย่าง ๆ ไป

บอกหนทาง

เมื่อผู้ป่วยหนักจวนจะสิ้นใจ แต่หูและตายังไม่ดับหรือไม่มีอาการ ทุรนทุรายมาก เขาก็จัดดอกไม้ธูปเทียนบรรจุในกรวยใบตอง ให้ผู้ป่วยหนัก นายพรานผู้หนึ่ง ชำนาญในการล่าสัตว์ ครั้นป่วยหนักลงใกล้จะตายหลับตาลง เห็นแต่สัตว์ต่าง ๆ ที่ตนเคยฆ่า

จึงบอกภิกษุบุตรชายของคนซึ่งทำการพยาบาลอยู่ ณ ที่นั้นให้ช่วย พระภิกษุรูปนั้นรู้ว่าโยมมีกรรมมาก จึงจัดดอกไม้ธูปเทียนใส่ในมือให้แล้วบอกโยมว่า "โยมจงแลดูดอกไม้ธูปเทียนนี้เป็นเครื่องบูชาพระรัตนตรัย"

นายพรานผู้นั้นจึงแลดูคอกไม้ธูปเทียนตามคำแนะนำของพระบุตรชาย ก็บังเกิดความเลื่อมใสมีใจเป็นกุศล ครั้นสิ้นชีพก็ไปเกิดในสวรรค์ เพราะเหตุนี้ชนชั้นหลังจึงกระทำกันต่อ ๆ มา หวังจะให้ผู้ป่วยหนักบูชาและระลึกถึงพระรัตนตรัย และเมื่อจะมัดศพ ยังให้ศพถือกรวยดอกไม้ธูปเทียนอีกด้วย นอกจากนี้ผู้พยาบาลยังได้บอกหนทางว่า "พระอรหัง พระอรหัง ๆ" ให้ผู้ป่วยหนักได้ยิน เพื่อจะได้ภาวนาและยึดพุทธานุสสติเป็นอารมณ์ เป็นการข่มทุกขเวทนาให้เบาบางลง หากสิ้นใจลงในขณะนั้น ถือว่าจะไปเกิดในสวรรค์

อนึ่ง เมื่อผู้ป่วยหนักหมดลมหายใจแล้ว ถือกันว่าจิตยังลงสู่ภวังค์ ยังคงไม่สนิท ต้องทำความสงบเงียบให้มากที่สุดที่จะเงียบได้ เพราะเกรง ว่าจิตจะไม่แน่วแน่ และเขาใช้เทียนขี้ผึ้งหนักบาทหนึ่งมีไส้ ๗ เส้น จุดทิ้ง ไว้จนหมดเล่ม แล้วจึงถือว่าเป็นอันตายแน่

อาบน้ำศพ

ถ้าเป็นการตายชนิดตายโหง เช่น ผูกคอตาย ตกต้นไม้ตาย หรือตกน้ำตาย ฯลฯ ศพของผู้ตายเขาไม่มีการอาบน้ำ ไม่ตราสังและต้องฝังหรือก่ออิฐถือปูนไว้ตามวัด ถ้าวัดใดมีโรงเก็บศพ บางทีเขาก็เก็บฝากไว้ที่วัดนั้น และกลั้นใจโยนดินวางลงบนหลังโลงนั้น ๓ ก้อน เป็นพิธีสมมติแทนการฝัง ถ้าเป็นโรคตายตามปกติเขาจึงมีการอาบน้ำศพกัน

การอาบน้ำศพนี้มีถือกันต่าง ๆ ทางพราหมณ์ถือกันว่าอาบเพื่อล้างบาปให้แก่ผู้ตาย เพราะพราหมณ์ถือว่าน้ำในแม่น้ำคงคาล้างบาปได้ เขาจึงไปตักเอามาล้างบาปให้แก่ผู้ที่ป่วยหนักใกล้จะตายหรือเมื่อตายแล้ว ทางแขกถือว่าการอาบน้ำทาแป้งให้แก่ศพอย่างหมดจดนั้น เมื่อตายไปเกิดชาติใหม่จะได้มีรูปร่างสะสวยหมดจดงดงาม เพราะฉะนั้นการอาบน้ำศพเขาจึงได้ขัดสีรีดท้อง ชำระสิ่งโสโครกให้หมดจดไปทีเดียว ฝ่ายเราผู้นับถือพระพุทธศาสนาก็มีการอาบน้ำและชำระศพให้สะอาดเหมือนกัน เช่นอาบน้ำแล้วเอาขมิ้นชันสดขัดสีและฟอกด้วยส้มมะกรูด มะนาว เมื่อสะอาดดีแล้วจึงยาน้ำหอม ทากระแจะและเครื่องปรุงอื่น ๆ ตามแต่จะหาได้ ถ้าผู้ตายเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือหรือเป็นผู้ทรงคุณธรรม ผู้ที่มาอาบน้ำศพก็ตั้งใจมาสนองคุณด้วยความกตัญญู และมาขอขมาโทษให้พ้นจากเวรกรรม ส่วนบุตรหลานหรือผู้นับถือผู้ตายว่าเป็นผู้ควรบูชา ก็เอาผ้าเช็ดหน้าใหม่ ๆ หรือฉีกผ้าขาวเป็น ๔ เหลี่ยม พิมพ์รูปหน้าและรอยเท้าของผู้ตายในเวลาที่ลงขมิ้นนั้นสำหรับเป็นผ้าประเจียดต่อไป

แต่งตัวศพ

เมื่อได้ทำความสะอาดศพดีแล้ว ก่อนจะมัด เขาทำดังนี้ คือ:

ก. หวีผม การหวีผมศพ บางท่านก็ว่าต้องหวี 1 หนเท่านั้น บางท่านก็ว่าต้องหวีผมกลับไปข้างหน้าซีกหนึ่ง หวีไปข้างหลังซีกหนึ่ง ที่ต้องหวีดังนี้ อธิบายว่า สำหรับคนตายครึ่งหนึ่ง สำหรับคนเกิดครึ่งหนึ่ง เมื่อหวีแล้วต้องหักหวีออกเป็นสองท่อนขว้างทิ้งเสีย บางแห่งเขาหักหวีออกเป็น 3 ท่อน แล้วกล่าวว่า อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา แต่ทางภาคอีสานเขาหวีลงอย่างเดียว ห้ามหวีขึ้น เมื่อหวีแล้วหักหวีเป็น 2 ท่อนทิ้งเลย

ข. นุ่งผ้าและสวมเสื้อ ใช้ผ้าขาวนุ่งชั้นแรก เอาชายพกไปไว้ข้างหลัง เอาเสื้อขาวสวม เอาทางที่มีคุมไว้ข้างหลัง แล้วเย็บเนาเป็นตะเข็บตั้งแต่แขนมาหาเอวทั้งสองข้าง ที่ทำดังนี้ได้ความว่าแต่งตัวให้ผี แล้วใช้เสื้อและผ้านุ่งอีกสำรับหนึ่งสวมและนุ่งให้ แต่ทางคุมและชายพกเอาไว้ข้างหน้า กับใช้ผ้าห่มหรือสะพายให้ หมายความว่าแต่งตัวให้ไปเกิด การนุ่งผ้าให้แก่ศพซึ่งมีการนุ่งข้างหลังแล้วนุ่งข้างหน้านี้ บางท่านกล่าวว่าที่ทำเช่นนั้น เพื่อให้พิจารณาว่า สัตว์ที่เกิดมา ย่อมเกิดด้วยทิฐิ และตายด้วยทิฐิ มือปิดหลังปิดหน้า มีตัณหาเกี่ยวประสานกันดังเรียวไม้ไผ่ ดังนี้

เสื้อและผ้านุ่งนี้ บางทีก็ใช้เสื้อผ้าที่ใช้ตามธรรมดาไม่ใช้ผ้าขาว แต่ในปัจจุบันนี้เมื่ออาบน้ำและทำความสะอาดศพแล้ว ก็แต่งตัวนุ่งผ้าสวมเสื้ออย่างปกติแต่ชั้นเดียว แล้ววางนอนไว้บนเตียง ทอดมือขวาไปเพื่อให้ผู้ที่มาอาบน้ำศพรดน้ำที่มือด้วยน้ำหอมพอเป็นพิธีเท่านั้น

ค. เงินใส่ปาก เขาใช้เงินพดด้วงหรือเงินเหรียญจำนวนบาทหนึ่ง ห่อผ้าขาวผูกเชือกไว้ห่างราวเกรียกหนึ่งหย่อนลงไปในปาก การเอาเงินใส่ ในปากศพนี้มีความหมายแตกต่างกันอยู่เป็นทาง คือ

๑. เพื่อให้เป็นทางพิจารณาว่า คนเกิดมาแล้วย่อมลุ่มหลงอยู่ด้วยทรัพย์สมบัติ ทะเยอทะยานขวนขวายหา เมื่อได้มาแล้วก็ออมถนอมไว้ ไม่ใช้จ่ายในทางที่ควร ทรัพย์เช่นนี้เป็นทรัพย์ภายนอก เมื่อตายไปแล้ว แม้แต่เขาเอาใส่ปากให้ ก็เอาไปไม่ได้ ย่อมเป็นเหยื่อของผู้อื่นทั้งสิ้น ทางที่ถูกเมื่อหาทรัพย์มาได้ในทางที่ชอบแล้ว ก็ควรใช้ในทางที่ควร เพื่อทำทรัพย์ภายนอกที่หามาได้นั้นให้เป็นทรัพย์ภายใน ซึ่งได้แก่อริยทรัพย์ อริยทรัพย์นี้เป็นทรัพย์ประเสริฐ จะเป็นเงาตามตัวไปในภายหน้าได้

๒. ถือตามประเพณี โดยมีเรื่องเล่ามาว่า มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง อยู่ด้วยกันมาจนแก่ มีทองคำติดตัวอยู่บาทหนึ่ง สามีภรรยาต่างสัญญากัน ไว้ว่า "ถ้าใครตายก่อนให้เอาทองคำบาทหนึ่งนี้ใส่ปากไปให้" ต่อมาสามี ตายก่อน ภรรยาจึงเอาทองคำใส่ปากให้สามี แล้วก็นำศพไปเผา ไฟได้ไหม้ ทองคำนั้นขาดไป คงเหลือเพียง ๓ สลึง ครั้งนั้นพระมหากษัตริย์บังเกิด โลภเจตนา จะขอทองคำเรือนละบาทหนึ่ง หญิงหม้ายผู้นั้นจึงไปเก็บทองคำ ในทองพ่อนซึ่งยังคงเหลืออยู่อีก ๓ สลึง มาถวายพระมหากษัตริย์ ๆ ไม่ทรงรับ จะเอาให้เต็มบาท หญิงหม้ายเจ้าของทองคำจึงทูลว่า แต่ก่อนทองคำนี้เต็ม บาท ครั้นสามีตายจึงเอาใส่ปากสามีแล้วเอาไปเผาไฟ ไฟได้ไหม้ทองคำขาด ไปจึงเหลืออยู่แต่เท่านี้ ขอพระองค์จงเป็นที่พึ่งแก่สัตว์ผู้ยากเถิด พระมหา- กษัตริย์ได้ทรงฟังก็เกิดธรรมสังเวช จึงประกาศเลิกไม่ให้เอาทองคำแก่ราษฎร อาศัยเหตุนี้ในกาลต่อมา ผู้ที่ไม่มีทองคำถึงบาท จึงได้ใช้เงินใส่ปากศพแทน ประเพณีกระทำกันสืบ ๆ มา

๓. อีกทางหนึ่งกล่าวกันว่า ใส่ไว้เพื่อให้เป็นค่าจ้างแก่สัปเหร่อที่จะนำไปเผา เพราะในครั้งกระโน้นราคาเงินบาทหนึ่งได้เป็นค่าจ้างอย่างงามแล้ว และยังได้ผ้าผ่อนที่ปกคลุมศพกับของเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการเผาศพเป็นพิเศษอีกด้วย

การที่ต้องเอาเงินใส่ไว้ในปากศพ ไม่เอาไว้ในที่อื่น เพราะสะดวกแก่การค้นหา ถ้าไว้ที่อื่น ก็จะหมกปนกับเครื่องซับน้ำเหลืองศพหายได้ หรือถ้าเจ้าภาพจะสัญญาให้ค่าจ้างภายหลัง โดยไม่ใส่เงินไว้ในปากศพก่อน น่ากลัวสัปเหร่อจะไม่ยอมในเวลามัดศพ เพราะเกรงเจ้าภาพจะเกิดการบิดพริ้วภายหลัง โดยในสมัยนั้น เงินเป็นของมีค่ามาก บางคนกว่าจะหาได้ถึงบาทหนึ่งเป็นการยาก จึงจำเป็นต้องมีใส่ปากศพไว้ให้เสร็จที่เดียว

ฆ. หมากใส่ในปากศพ สำหรับผู้ที่กินหมาก เมื่อใส่เงินบาทลงไปแล้ว ถ้าผู้ตายยังมีฟันอยู่พอเคี้ยวได้ ก็ใส่หมากเจียนคำหนึ่งกับพลูจีบหนึ่งหักใส่ลงไปด้วยกัน ถ้าคนตายเป็นคนแก่มีฟันไม่บริบูรณ์ ก็ใช้หมากคำใส่ปากให้ ทั้งนี้ คงได้ความแต่เพียงว่า ผู้ตายเคยชอบก็ใส่ปากไปให้พอเป็นธรรมเนียม

ง. ขี้ผึ้งติดหน้าศพ ขี้ผึ้งที่ใช้นี้ใช้ขี้ผึ้งแข็ง บางศพก็บีบเฉพาะแต่ที่ตากับปาก คือทำขี้ผึ้งเป็นแผ่นแบน ๆ เหมือนแว่นตา สำหรับปิดตาทั้ง ๒ ข้างแผ่นหนึ่ง กับอีกแผ่นหนึ่งสำหรับปิดปาก ศพบางแห่งก็ปิดเต็มหน้า คือทำขี้ผึ้งเป็นแผ่นแบนโตเท่ากับหน้า ปิดไว้เหมือนหน้ากาก ที่ทำดังนี้ บางแห่งเขาก็บีบทองคำเปลวด้วย ผู้ที่มีทรัพย์บางทีเขาใช้ทองคำแผ่เป็นแผ่นทำเป็นหน้ากากปิดหน้าศพ การที่ใช้ขี้ผึ้งหรือทองคำปิดหน้าศพนี้ ได้ความว่าปิดเพื่อป้องกันความอุจาด เพราะบางศพลืมตาค้างปิดไม่ลงบ้าง บางศพอ้าปากบ้าง ทองปิดหน้าศพนั้นเมื่อเผาแล้ว มักเอาไปสร้างเป็นพระพุทธรูป

จ. กรวยดอกไม้รูปเทียน ดอกไม้ธูปเทียนนี้ มีธูป ๑ ดอก เทียน ๑ ดอก กับดอกไม้ช่อ ๑ ช่อ หรือบางที่ก็ใช้ดอกบัว ๑ ดอก ใส่ในกรวยใบตอง ให้ศพประณมมือถือ ได้ความว่า เพื่อจะได้ถือไปไหว้พระจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

มัดศพ

เมื่อแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถึงตอนมัดศพเรียกว่า ตราสัง ก่อน ตราสัง บางศพเขาทำถุงผ้าขาวสวมศีรษะ สวมมือ สวมเท้าทั้งสองข้าง แล้ว ให้ถือกรวยดอกไม้ธูปเทียน เครื่องตราสังใช้ด้ายดิบเส้นขนาดนิ้วก้อย ทำ เป็นบ่วงสวมคอเป็นบ่วงแรก กล่าวคาถาว่า ปุตฺโต คิเว คือห่วงลูกผูกคอ บ่วงที่ ๒ รัดรอบหัวแม่เท้า และข้อเท้าทั้ง ๒ ข้างให้ติดกัน กล่าวคาถาว่า ธนํ ปาเท คือห่วงทรัพย์ผูกเท้า บ่วงที่ ๓ รัดรอบหัวแม่มือและข้อทั้ง ๒ ข้างให้ติดกันประนมไว้ท่วมหัว กล่าวคาถาว่า ภริยา หตฺเถ คือห่วงภรรยา ผูกมือ

การทำบ่วงสวมคอ ผูกมือและเท้าเป็น ๓ บ่วงด้วยกันนั้น มีความหมายผูกเป็นโคลงสุภาพไว้ก็มีดังนี้:

มีบ่วงบ่วงหนึ่งเกี่ยว พันคอ
ทรัพย์ผูกบาทาคลอ หน่วงไว้
ภริยาเยี่ยงบ่วงปอ รึงรัดมือนา
สามบ่วงใครพ้นได้ จึ่งพ้นสงสาร

เมื่อเสร็จแล้วห่อด้วยผ้าขาวยาว ๒ ทบ ชายผ้าทั้ง ๒ อยู่ทางศีรษะ ขมวดเป็นก้นหอย แล้วมัดด้วยด้ายดิบขนาดนิ้วมือ มัดขึ้นมาเป็นเปลาะ ๆ เพื่อกันไม่ให้เบ่งขยายตัวได้ในเวลาขึ้น แล้วรัดกับผ้าที่ขมวดเป็นก้นหอยอยู่บนศีรษะให้แน่น เหลือชายเส้นด้ายที่มัดนั้นปล่อยไว้เป็นสายยาวออกมานอกโลง แล้วยกศพนั้นวางลงในโลง ให้นอนตะแคง เพื่อว่าเวลาศพบวมพองขึ้น จะได้ไม่ดันโลงทั้ง ๒ ข้างให้แตกหรือแยกออก ทำให้น้ำเหลืองรั่วไหลออกมาได้

โลงและการเบิกโลง

ก. โลงที่บรรจุศพนั้น ได้ความว่า สมัยเมื่อยังไม่มีเลื่อยใช้ เขาเอาไม้ทั้งท่อนมาขุดเป็นรางอย่างเรือโกลน มีไม้อุดหัวอุดท้าย แล้วจึงเอาศพบรรจุลงไว้เพื่อกันความอุจาดตา ครั้นต่อมาถึงสมัยที่มีเลื่อยใช้แล้วจึงได้เลื่อยไม้ทั้งคันออกเป็นแผ่นกระดาน และทำเป็นโลงต่อ เลิกใช้โลงขุดอย่างแต่ก่อนนั้นเสีย ส่วนไม้จะใช้ต่อโลงนั้น ถ้าผู้ที่ป่วยตายตามปกติ เขาใช้โลงต่อด้วยไม้อุโลกหรือไม้งิ้ว เห็นจะเป็นเพราะเป็นไม้เบา ถึงจะไม่แข็งแรงหน่อยก็ไม่เป็นไร เพราะศพที่บรรจุลงไว้นั้นได้ตราสังแล้ว ส่วนศพที่ตายอย่างไม่บริสุทธิ์ไม่ได้ตราสังนั้น เขามักใส่โลงที่ต่อด้วยไม้สัก ดังคำที่เด็ก ๆ นำมาร้องเล่นว่า "ผีตายโหงใส่โลงไม้สัก ฯลฯ" การที่นิยมดังนี้น่าจะเป็นด้วยไม้สักเป็นไม้ที่แข็งแรงและทนทาน ถึงจะเอาลงฝังดินก็ไม่ผุง่าย แต่เดี๋ยวนี้ ผู้ตายจะตายอย่างไรก็ช่าง เขาใส่โลงไม้สักกันเป็นพื้น เว้นไว้แต่ผู้ที่ขัดสนและเอาศพไว้น้อยวัน จึงใช้โลงไม้นอกซึ่งจีนเป็นผู้ต่อสำเร็จ ตั้งไว้ขายตามร้านทั่วไป

ข. การเบิกโลง โลงที่บรรจุศพนั้น เมื่อได้ต่อหรือซื้อมาแล้ว สัปเหร่อเป็นผู้ทำพิธีเบิกโลง คือเอาไม้ไผ่มาเหลาโตขนาดนิ้วก้อยยาวประมาณเหลา หนึ่งผ่าข้างหนึ่งไว้สำหรับคาบกับปากโลง และผ่าปลายอีกข้างหนึ่งสำหรับคาบด้ายสายสิญจน์ ทำดังนี้ ๘ อัน เรียกว่า ไม้ปากกา เจ้าภาพศพต้องจัดหากระทงเล็ก ๆ ใส่กุ้งล้ำปลายำ ๘ กระทง เทียนเล่มเล็ก ๆ ๙ เล่ม (สำหรับทำน้ำมนต์ ๑ เล่ม ใช้ติดปากโลง ๓ เล่ม) ด้วยสายสิญจน์กลุ่มหนึ่ง น้ำสำหรับทำน้ำมนต์ขันหนึ่งกับเงินอีก ๖ สลึง แล้วสัปเหร่อเอาไม้ปากกามาคีบเข้ากับปากโลงทางด้านยาวด้านละ ๔ อัน วงด้ายสายสิญจน์อย่างหย่อน ๆ ให้ปลายปากกาคาบไว้จนรอบ แล้ววางกระทงกุ้งล้ำปลายำตามปากโลงข้างไม้ปากกานั้น และจุดเทียนด้วยเล่มหนึ่ง จนครบ ๘ กระทง สัปเหร่ออีกคนหนึ่งตั้งพิธีทำน้ำมนต์ธรณีสาร มีคาถาว่า สิโร เม พุทธเทวานุจฯลฯ เมื่อเสร็จแล้ววักน้ำมนต์ในขันขึ้นเสยผม ๑ ครั้ง แล้วเอาน้ำมนต์มาพรมที่โลงและวักน้ำมนต์เสยผมไปด้วย สัปเหร่ออีกคนหนึ่งหยิบเอาเทียนที่จุดติดปากโลงนั้นมาเล่มหนึ่ง มาจุดด้ายสายสิญจน์ระหว่างช่องปากทานั้นให้ไหม้ขาดทุกช่อง เว้นไว้แต่ช่องด้านสะกัดด้านหนึ่งซึ่งจะกำหนดให้เป็นหัวโลง สัปเหร่อคนที่พรมน้ำมนต์เสร็จแล้วนั้น ถือพร้าโต้มากดลงที่ด้ายสายสิญจน์ระหว่างกลางหัวโลง ว่าคาถา พุทธ์ ปจุจกุขามิ ธมฺมิ ปจุจกุขามิ สมิง ปจุจกุขามิ ครั้นแล้วร้องถามว่า "โลงของใคร" พวกเจ้าภาพต้องบอกไปว่าเป็นโลงของคนนั้น (ออกชื่อผู้ตาย) หรือถามเองตอบเองก็มี แล้วสัปเหร่อก็เอาพร้าโต้สับด้ายสายสิญจน์นั้นลงกับปากโลง ๓ ที่ คือสับลงตรงกลางก่อน แล้วสับข้างซ้ายและขวามีระยะห่างกันราวนิ้วหนึ่งให้ด้ายสายสิญจน์ขาด และล้มปากกาและเทียนที่จุดยังเหลืออยู่ลงในโลง และหยิบกระทงกุ้งล้ำปลายำโยนทิ้งไป เป็นอันเสร็จพิธีเบิกโลง

การเบิกโลงนี้ มีเรื่องกล่าวมาว่า เมื่อครั้งยังใช้ท่อนไม้มาขุดเป็นโลงนั้น บางแห่งที่หาไม้ขนาดใหญ่ได้ก็เอามาขุดเป็นรางใช้ได้ทีเดียว บางแห่งที่หาไม้ท่อนขนาดใหญ่ไม่ได้ ได้แต่ไม้ท่อนขนาดย่อม เมื่อขุดเป็นรางเสร็จแล้วได้เนื้อที่แคบไม่พอบรรจุศพ จึงจำเป็นต้องเบิกให้กว้างออกไปอย่างเบิกเรือโกลนเพื่อให้บรรจุศพลงได้ ครั้นต่อมาถึงสมัยใช้โลงต่อด้วยไม้กระดานแล้วก็ยังมีการเบิกโลงต่อๆ มา แต่ทำพอเป็นพิธีเท่านั้น

เครื่องประกอบโลง

โลงที่บรรจุศพนั้น เมื่อทำพิธีเบิกเสร็จแล้ว จะต้องมีสิ่งประกอบดังนี้ คือ

  1. ผ้าขาว สำหรับห่อศพ

  2. ดอกไม้ สำหรับบูชาศพ

  3. ธูปเทียน สำหรับบูชาศพ

  4. น้ำอบไทย สำหรับรดศพ

  5. เหรียญเงิน สำหรับใส่ในปากศพ

  6. ผ้าขาว สำหรับปิดหน้าอกศพ

  7. ผ้าขาว สำหรับปิดหน้าศพ

  8. ผ้าขาว สำหรับปิดเท้าศพ

  9. ผ้าขาว สำหรับปิดมือศพ

  10. ผ้าขาว สำหรับปิดศีรษะศพ

ก. ฟากหรือเผือก ใช้ทำด้วยไม้ไผ่ขนาดกว้าง ๕ เซนติเมตร ยาวขนาดพอที่จะลงโลงได้ อันเกลาข้อและลบเหลี่ยมพอเรียบๆ ถักด้วยหวายให้เรียงติดกันเป็นผืน เอาผิวขึ้นแล้วมัดติดกับกระบอกไม้ไผ่ซึ่งทำเป็นหมอนรอง ยาวเท่าขนาดความกว้างของโลงเป็น ๓ ระยะ เพื่อประสงค์ว่า เมื่อวางฟากหรือเผือกนี้ลงไปในโลงแล้ว จะได้ไม่ติดกับพื้นโลงอย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งจะได้มีที่พอบรรจุเครื่องซับน้ำเหลืองเข้าได้

ฟากหรือเผือกนั้นได้การที่มีเผือกนี้ย่อมสะดวกสองประการ คือจะยกศพออกจากโลงได้ง่ายอย่างหนึ่ง เวลาเผาไฟจะได้ลอดขึ้นตามซี่เผือกไหม้ศพหมดไปได้ง่ายอย่างหนึ่ง

ศพอนาถาที่จะนำไปเผาหรือฝังสด ๆ แต่ครั้งก่อนเขาใช้ผ้าห่มนอน ห่อพันเขาแล้วห่อด้วยเผือกไม้ไผ่ ๗ ซี่ สัปเหร่อ ๒ คน หามหัวหามท้าย เอาไปวัดโดยไม่ต้องใช้โลง

ในเรื่องนี้มีคำภาษาเก่า ๆ พูดกันเป็นนัยว่า "ผู้นั้นเขานอนเผือก ๗ ซี่" ก็เป็นที่เข้าใจกันได้ว่าผู้นั้นตายเสียแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งพูดเป็นเชิงเย้ยหยันกันว่า "ถึงจะถือเนื้อไว้ตัวว่าเป็นคนมั่งมี มียศอำนาจวาสนาอย่างไรก็ตาม ก็คงไม่พ้นนอนเผือก ๗ ซี่ไปได้" ดังนี้หมายความว่า คนเราเมื่อตายไปแล้ว ถึงจะมั่งมีบรรจุโลงอย่างงดงามก็ไม่พ้นที่จะต้องนอนเผือก ๗ ซี่ที่รองกันโลง หรือคนเข็ญใจซึ่งไม่มีโลงใส่ ก็ต้องนอนแบบเผือก ๗ ซี่เช่นกัน

ข. ใบตองตานี ๓ ยอด เมื่อวางเผือกหรือฟากลงไว้ในโลงแล้ว เอาใบตองตานีอย่างงามไม่ให้ใบแตก และคัดอย่างไม่ไว้หูรวม ๓ ยอด มาบุไว้บนเผือกหรือฟากแล้วปูเสื่อหรือที่นอนลงบนใบตองนั้นอีกที่หนึ่งให้มีพร้อมทั้งหมอนหนุน แล้วจึงนำศพลงวางให้นอนตะแคง บรรจุเครื่องซับน้ำเหลืองและเครื่องดับกลิ่นเหม็นตามควร เช่น บุหงาขาว ใบชาขมิ้นผง ใบสาเก ใบฝรั่ง ใบบัวหลวง เถ้าแกลบ กระดาษฟาง เป็นต้น บางแห่งใช้ผลฝรั่งสุกวางไว้บนโลง ถือว่าฝรั่งสุกดูดกลิ่นเหม็นเข้าไปไว้ได้

การที่ใช้ใบตองปูนี้ ได้ความว่า ปูไว้เพื่อรองรับน้ำเหลืองไม่ให้ไหลตกไปกับโลงได้ง่าย แต่การใช้ยอดตองจำกัดเพียง ๓ ยอดนั้น ยังไม่พบหลักฐานกล่าวไว้ในที่ใด เป็นแต่มีผู้เล่าให้ฟังว่า การที่ปูเพียง ๓ ยอด คือปูตามยาว ๒ ข้าง ๆ ละยอด และปูทาบลงกลางอีกยอดหนึ่งพอดีแล้ว ถ้าจะใช้ใบตองน้อยกว่านี้ก็ไม่พอ หรือจะใช้มากกว่านี้ก็เหลือเฟือไป และการใช้ใบตองชนิดที่ตัดไม่ไว้หูนั้นโดยเกรงว่า เมื่อตัดไว้หูด้วยแล้วจะเหลือทางของใบตองสั้นกว่าความยาวของโลงมากไป

ค. บันไดวางหลังโลง เขาใช้ไม้ไผ่จักผูกเป็นขั้นเหมือนบันได ขนาดส่วนยาวและกว้างเท่ากับปากโลง ส่วนขั้นนั้นบางท่านว่ามี ๓ ขั้น เปรียบเทียบไว้เป็นปัญหาธรรม คือ หมายถึงภพทั้ง ๓ และบางท่านก็ว่ามี ๔ ขั้น ดังที่พูดกันว่า "ขึ้นคู่บันไดผี ขั้นคี่บันไดคน" ดังนี้

การทำไม้ไผ่เป็น ๔ ขั้นเรียกว่าบันไดนี้ ถือกันว่าเพื่อให้ผู้หายพาดขึ้นไปไหว้พระจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ในเรื่องมหากาลเถระท่านกล่าวว่า บันไดสามขั้นนั้นเปรียบเหมือนภพทั้งสามคือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ภพทั้งสามนี้ สัตว์ทั้งหลายย่อมเวียนเกิดเวียนตายอยู่ไม่รู้ขาด ขึ้นและลงบันได ฉะนั้น ต่อเมื่อได้วาสนาบารมีเต็มเปี่ยมดีแล้วจนได้บรรลุมรรคผล และนิพพานนั้นแหละ จึงจะพ้นจากภพทั้งสามนี้ได้

ส่วนบันไดสี่ขั้นยังไม่ได้พบที่มา น่าจะหมายถึงอริยสัจ ๔ ซึ่ง เป็นทางหรือบันไดให้หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งสามนั้น

ตั้งศพ

เมื่อบรรจุศพลงในโลงเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะตั้งศพนั้นไว้ที่บ้านเพื่อบำเพ็ญกุศลก็ดี จะเอาไปตั้งก่ออิฐถือปูนไว้ หรือจะฝังก็ดี ตลอดจนตั้งบนเชิงตะกอนเพื่อเผา ถือกันว่าต้องหันศีรษะศพไปทางทิศตะวันตกเสมอ ทั้งนี้ถือเป็นประเพณีสืบมาโดยมีเรื่องเล่าว่า "เมื่อครั้งพระอิศวรทำพิธีโกนจุกพระขิเนต (เห็นจะเป็นพระพิฆเนศ) ไม่ได้เชิญพระอังคารให้ไปร่วมพิธี พระอังคารโกรธบันดาลให้มีดมาตัดเศียรพระขิเนตไปทิ้งในแม่น้ำ พระอิศวรจึงได้ใช้พระเพชฉลูกรรม์ (เห็นจะเป็นพระวิศวกรรม) ไปเอาศีรษะมนุษย์หรือเดียรัจฉานที่นอนหันศีรษะไปทางตะวันตกมาต่อ พระเพชฉลูกรรม์ไปพบช้าง ๒ เชือกนอนหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก จึงตัดศีรษะมาถวาย พระขิเนต ๆ จึงมีเศียรเป็นช้าง" ด้วยเหตุนี้คนเราจึงไม่นอนหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก แม้แต่ทิศใต้ก็ไม่มีใครนิยมหันศีรษะไป โดยถือกันว่าเป็นเสนียดจัญไร แต่การตั้งศพให้หันศีรษะไปทางทิศตะวันตกหรือถ้ามีความจำเป็นที่จะตั้งศพให้หันศีรษะไปทางทิศตะวันตกไม่ได้ ก็นิยมหันศีรษะไปทางทิศใต้ ไม่มีตั้งหันศีรษะศพไปทางทิศตะวันออกหรือทิศเหนือเลย

ตามไฟหน้าศพ

ผู้ที่ตายในตอนบ่ายหรือเย็น เจ้าภาพจะจัดการบรรจุศพลงโลงในวันนั้นไม่ทัน เอาผ้าคลุมศพไว้ก่อนก็ดี หรือศพที่บรรจุโลงเสร็จแล้ว ตั้งไว้ที่บ้านเพื่อบำเพ็ญกุศลก็ดี แต่เดิมมาเขาใช้กะลามะพร้าวพร้อมทั้งเนื้อด้วยซีกหนึ่ง และเอาน้ำมันมะพร้าวใส่ ใช้นมทองหลางร้อยด้ายดิบเป็นไส้ลอยในน้ำมันมะพร้าว จุดตามไว้ทางปลายเท้าศพ แต่ในกรุงเทพฯ เขามักใช้ชามแทนกะลามะพร้าวบ้าง ตามด้วยตะเกียงลานบ้าง ที่ใช้กะลามะพร้าวเป็นภาชนะตามไฟมีอยู่บ้าง ก็ตามเรือกตามสวนเท่านั้น การใช้กะลามะพร้าวทั้งเนื้อเป็นที่ใส่น้ำมันตามไฟนี้ได้ความตามคำบอกเล่าว่า เมื่อยังต้องตั้งศพเพื่อบำเพ็ญกุศลอยู่ที่บ้านหลายวัน ก็ต้องใช้เครื่องตามไฟนี้เรื่อยไป ถ้าจะใช้แต่กะลามะพร้าวที่ไม่มีเนื้ออยู่ด้วย กะลามะพร้าวอาจจะแห้ง ไฟจะแลบทำให้เกิดไหม้ขึ้นได้ จึงต้องใช้กะลามะพร้าวทั้งเนื้อด้วย ส่วนไฟที่จุดตามไว้ต้องคอยระวังอย่าให้ดับ ถ้าจะเกิดดับขึ้นด้วยความจำเป็น ก็ต้องรีบจุดใหม่ทันที เหตุที่ต้องตามไฟขึ้นไว้นี้บางท่านอธิบายว่า "จุดไว้แทนไฟธาตุของศพ" อยู่มืด ๆ เนื่องด้วยกลัว ถ้าจะเอาใต้ไปจุดไว้ที่ปลายเท้าศพ คงไม่มีใครรับอาสาไปนั่งเขี่ยให้ลุกอยู่ได้ตลอดคืน จึงต้องตามไฟด้วยน้ำมันมะพร้าวและใช้กะลามะพร้าวทั้งเนื้อเป็นภาชนะดีกว่าใช้อย่างอื่น

พระสวด

ในระหว่างตั้งศพบำเพ็ญกุศลอยู่ที่บ้านนี้ เวลากลางคืนมีพระภิกษุ ๔ รูป เพื่อให้สะดวกแก่เจ้าภาพที่จะถวายสังฆทานเพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ตายในเวลาเช้าวันรุ่งขึ้น

การมีสวดพระอภิธรรมหน้าศพนั้น ท่านอธิบายว่าสวดเพื่อให้คนที่ยังเป็นอยู่ฟัง สำหรับจะได้พิจารณาในมรณสติกรรมฐาน ว่าเกิดมาเป็นสังขารร่างกายแล้ว ย่อมมีความตายเป็นที่สุด จะได้เป็นเครื่องดับความวิปโยคทุกข์ถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้วให้บรรเทาลง และอีกอย่างหนึ่งการสวดพระอภิธรรมนั้นถือกันว่าเหมือนได้สร้างพระอภิธรรมฉลองคุณมารดาตามพระพุทธประเพณี จึงนิยมสวดพระอภิธรรมมากกว่าสวดอย่างอื่น

เซ่นศพ

ระหว่าง ๓ วัน นับตั้งแต่วันตาย ต้องจัดหาข้าวน้ำใส่สำรับมาตั้งไว้ข้างโลงวันละสองเวลา คือเช้าและเย็นเป็นการเซ่นศพ เวลาจะเซ่นให้เคาะโลง ๓ ครั้ง บอกศพให้รับประทานอาหาร ถ้าผู้ตายเป็นพ่อบอกว่า "พ่อกินข้าว" บอกดังนี้ทุกคราวไป ตั้งอาหารเช่นราวชั่วโมงหนึ่งจึงยกกลับ การเซ่นศพนี้ถือว่า "สิ่งใดมีอยู่ ก็ย่อมคงอยู่ และจะมีอยู่ต่อไป" ผู้ตายขณะเป็นเคยกินอย่างใด เมื่อตายไปก็เคยกินอย่างนั้น นี้เป็นคติไสยศาสตร์

นำศพออกจากบ้าน

เมื่อจะยกศพลงจากเรือนนำไปวัด มีวิธีปฏิบัติดังนี้ คือ

  1. ยกศพลงจากเรือน โดยให้ศพหันหัวไปทางประตูเรือน

  2. นำศพไปวัด โดยใช้ยานพาหนะที่เหมาะสม

  3. จัดเตรียมสถานที่ สำหรับตั้งศพที่วัด

  4. ทำพิธีทางศาสนา ตามประเพณีและความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น

ก. ไม่หามศพลอดขื่อ แต่ก่อนมาถือกันว่าเมื่อผู้ป่วยได้นอนตายอยู่ในห้องใด ก็ตั้งศพบำเพ็ญกุศลในห้องนั้นตลอดไป ไม่ย้ายศพจากห้องที่ตายไปไว้ในห้องอื่นเหมือนอย่างที่ทำกันในปัจจุบันนี้ และเมื่อยกออกจากห้องไปก็ไม่หามลอดขื่อไปออกทางประตูอีกห้องหนึ่ง บางบ้านที่เป็นเรือนฝากระดานลูกปะกนถึงกับต้องเบิกฝาออกกระแบะหนึ่งเพื่อยกศพออกทางนั้นมาหาระเบียงหามลงนอกชาน แล้วลงบันไดเรือนไป ทั้งนี้เห็นจะเป็นขื่อเต้ยเกรงว่าเมื่อหามศพลอดมาศีรษะผู้ยกหีบศพอาจจะไปโดยเอาชื่อเข้าเขาจึงห้าม

ข. การชักฟากสามซี่ตีหม้อน้ำสามใบ เมื่อยกศพออกจากเรือนต้องชักฟากออก ๓ ซี่ ตีหม้อน้ำ ๓ ใบ ข้อนี้เป็นปัญหาธรรม ฟากสามซี่ได้แก่ภพสาม คือ กามภพ ๑ รูปภพ ๑ อรูปภพ ๑ หม้อน้ำ ๓ ใบนั้นได้แก่วัยทั้งสาม คือ ปฐมวัย ๑ มัชฌิมวัย ๑ ปัจฉิมวัย ๑ เหตุด้วยสัตว์ที่เกิดมาจะต้องแตกทำลายไปในวัยทั้งสามในวัยใดวัยหนึ่งจะยืนยงคงอยู่ต่อไปหาได้ไม่

ค. ประตูป่า ก่อนจะนำศพออกจากบ้านต้องทำประตูป่า คือเอา กิ่งไม้สองกิ่งมาปักไว้บนประตูที่จะนำศพออก ผูกปลายจดกัน เมื่อยกศพออก ไปแล้ว ก็ถอนกิ่งไม้ทั้งสองเสีย การที่ทำเช่นนี้ เพื่อจะป้องกันไม่ให้ผีกลับมา เรือนได้อีก เพราะเมื่อผีออกไปพ้นประตูป่าแล้ว เขาก็ถอนกิ่งไม้นั้นทั้งสองเสีย เมื่อผีกลับมาหาที่สังเกตไม่ได้ก็จะหลงทางเลยไปที่อื่น อีกนัยหนึ่งกล่าวเป็น ปริศนาธรรมว่า ประตูป่าช้าใครไปแล้วไม่ได้กลับมาเห็นญาติมิตรอีกต่อไป ควรเป็นที่ปลงธรรมสังเวชยิ่งนัก

ง. ซัดข้าวสาร ขณะศพเคลื่อนออกจากบ้าน ต้องซัดข้าวสารบางทีก็ซัดเกลือด้วย เวลาซัดเสกคาถาว่า คจุณ อมุมฺหิ พุทธปัต ทั้งนี้เพื่อให้ศพไปผุดไปเกิด จะได้ไม่มารบกวนคนในบ้านต่อไป

จ. ไม้ขีดทางที่ไป เห็นจะทำเป็นเครื่องหมายให้คนที่จะตามไปภายหลังได้สังเกตและตามไปหาที่ไว้ศพถูก

ฉ. ห้ามไม่ให้หามข้ามนาข้ามสวน การห้ามข้อนี้ไม่เกี่ยวกับลัทธิหรือศาสนาเลย แต่ห้ามก็โดยเจ้าของนาหรือสวนรังเกียจในการที่นำศพผ่านเข้าไปในเขตที่ดินของเขา หรืออีกอย่างหนึ่งเกรงว่าจะไปเหยียบต้นข้าวและต้นไม้ของเขาตาย ครั้นนานเข้าผู้ที่ไม่ทราบความหมาย ก็เลยถือเป็นประเพณีกันต่อ ๆ มา และเห็นว่าศพนั้นเป็นอัปมงคลเมื่อผ่านเข้าไปในที่ดินของคน ที่ดินนั้นจะพลอยเป็นอัปมงคลไปด้วย

โปรยข้าวตอก

เวลาหามศพไปตามทาง จัดให้มีคนโปรยข้าวตอกไปตลอด ทั้งนี้เป็น บัญญัติธรรมว่า ข้าวตอกไม่งอกได้ฉันใด ผู้ที่ตายไปแล้วก็ฉันนั้น

เผาศพ

เมื่อนำศพไปถึงวัดแล้ว ก็เอาไปตั้งไว้บนศาลาหรือที่สำหรับตั้งศพก่อน เพื่อมีเทศน์ มีสวดและบังสุกุล เสร็จแล้วจึงยกขึ้นสู่ที่เผา ก่อนจะเผาต้องนำไปในที่กำบังแล้วเปิดฝาโลงออก และยกศพออกจากโลงวางบนผ้าขาว เอามีดตัดเชือกตราสังและผ้าที่ห่อศพออก ให้ศพนั้นนอนหงาย เอาผ้าขาวที่รองนั้นพันปิดศพให้เรียบร้อย เอากิ่งไม้มาวางบนศพพอรองผ้าบังสุกุล แล้วเอาผ้าบังสุกุลพาดลงบนกิ่งไม้นั้นอีกทีหนึ่ง นิมนต์พระสงฆ์มาชักมหาบังสุกุล เมื่อเสร็จแล้วจึงยกศพใส่ลงในโลงและให้ศพนั้นคว่ำหน้าลง ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้ศพงอตัวขึ้นมาในเวลาถูกไฟ ถ้าเผาในท่านอนหงายศพมักงอตัวเชิดขึ้นได้ โลงนั้นต้องตัดก้นโลงให้เป็นช่อง สำหรับไฟจะได้ลอดขึ้นไหม้ศพได้ แล้วนำโลงศพเวียนเชิงตะกอนจากซ้ายไปขวาสามรอบ ในเวลาที่เวียนศพนี้ ผู้ที่เป็นลูกหลานและภรรยาหรือบริวารของผู้ตายทั้งหมดต้องเดินตามศพเพื่อเป็นการแสดงความเคารพ เมื่อเวียนครบสามรอบแล้ว จึงนำโลงศพขึ้นตั้งเชิงตะกอน และผู้เป็นเจ้าภาพต้องนำเบี้ยทิ้งที่เชิงตะกอน ให้ตากลียายกลายเป็นจำนวน ๓๓ เบี้ย เดียวนิหาเบี้ยไม่ได้ก็ต้องใช้สตางค์แทนเบี้ย จำนวนสตางค์ที่ทิ้งนั้นต้องเป็นจำนวนคู่ ต่อจากนี้จึงต่อยมะพร้าวให้แตกเอาน้ำล้างหน้าศพ เสร็จแล้วจึงจุดไฟเผา เชื้อเพลิงของใครก็ต้องจุดไฟเอาเอง ห้ามต่อกัน เมื่อไฟไหม้ศพขึ้นแล้ว เอาผ้าขาวที่คลุมโลงนั้นโยนข้ามไฟ โยนข้ามไปข้ามมาให้ครบสามครั้งจึงหยุด ก่อนที่ผู้เผาศพจะกลับบ้าน ต้องซัดไฟออกเสียสามครั้งก่อนแล้วจึงกลับได้ เมื่อกลับมาถึงบ้านต้องล้างหน้าและอาบน้ำด้วย

อธิบายปัญหาธรรม การที่เอามีดตัดเชือกหรือด้ายที่ผูกศพออกนั้น ได้แก่ดวงปัญญา ด้ายนั้นได้แก่ โลภ โกรธ หลง ต้องตัดด้วยดวงปัญญาจึงจะขาดได้

การที่เอากึ่งไม้วางเหนือศพนั้น เพื่อจะไม่ให้ผ้าที่ทอดบังสุกุลเปื้อนศพที่มีน้ำเหลือง

การที่นิมนต์พระมาฉันมหาบังสุกุลนั้น ก็เพื่อให้ท่านมาปลงกรรมฐาน และรับผ้านั้นเป็นไทยทาน จัดเป็นการกุศลส่วนหนึ่ง

การเวียนเชิงตะกอนสามรอบนั้น หมายความว่า เมื่อแรกเกิดมานั้น เป็นเด็ก และถึงคราวเป็นหนุ่มสาวแล้วก็แปรผันไปอีกจนถึงชรา อันได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

การทิ้งเบี้ยลงที่เชิงตะกอนนั้น เป็นการซื้อที่ให้ผู้ตายอยู่ มีเรื่องเล่ากันมาว่า เจ้าภาพงานศพไม่ได้ซื้อที่ให้ผีอยู่ในเวลาเผา เมื่อเผาแล้วผีไม่มีที่อยู่ ก็เที่ยวรบกวนหลอกหลอนต่าง ๆ ภายหลังเจ้าภาพได้ซื้อที่ให้ผีแล้ว จึงไม่เที่ยวหลอกหลอนต่อไปอีก

การที่เอาน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพนั้น เป็นปัญหาธรรมว่าสิ่งสะอาดย่อมล้างสิ่งโสโครก คือกุศลธรรมย่อมล้างอกุศลธรรมฉะนี้

การห้ามไม่ให้ต่อไฟกันนั้น ท่านอธิบายว่าไฟนั้นเป็นของร้อน ถ้าต่อกันก็ติดเนื่อง ๆ สืบกันไปเหมือนคนผูกเวร เวรย่อมไม่สิ้นสุดลงได้ การที่ท่านไม่ให้ต่อ ก็คือชี้ทางแห่งการระงับเวร

การเอาผ้าโยนข้ามไฟสามครั้ง แสดงถึงการข้ามของร้อนมี ราคะ โทสะ โมหะ เป็นมูล ต้องข้ามด้วยธรรมอันเป็นไปในทางบริสุทธิ์ คือพระอริยมรรค อริยผล และพระนิพพาน เมื่อโยนผ้าข้ามไปครบ ๓ หนแล้วก็โยนเผาไฟเสียหรือให้ทานไป หรือถวายวัดเป็นผ้าเช็ดเท้าพระสงฆ์

การซัดไฟสามกองนั้น คือแสดงว่า ราคะ โทสะ โมหะ เป็นของร้อน เปรียบเหมือนไฟ ๓ กองนั้น เมื่อตัด ราคะ โทสะ โมหะเสียได้แล้ว ก็จะ ต้องได้รับความสุข คือปราศจากเครื่องร้อนทั้งปวง อนึ่ง การซัดไฟกองถือ เป็นสัญญาณให้ผู้ไปเผากลับได้

ที่ว่ามาถึงบ้านให้อาบน้ำนั้น เป็นการรักษาอนามัยอย่างดี ถ้ายกขึ้น สู่ปัญหาธรรมก็คือให้ล้างความชั่วด้วยความดีนั่นเอง

บวชหน้าไฟ

ยังมีประเพณีอีกอย่างหนึ่ง คือลูกหลานของผู้ตายบวชเป็นเณรหรือเป็นพระในวันเผา เรียกว่า บวชหน้าไฟ จะบวชนานกี่มากน้อยไม่จำกัด ตามปกติมักเป็น ๓ วัน แต่ที่บวชตลอดปีก็มี เป็นการอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ตาย

สวดหน้าไฟ

เวลาเผา นิมนต์พระสงฆ์มาสวดพระอภิธรรม 4 รูป อธิบายว่าเพื่อให้เกิดมรณสติ คือนึกว่า เกิดแล้วต้องตายเป็นธรรมดา

วันเผา

การเผาศพ ข้างขึ้นห้ามเผาคี่ ข้างแรมห้ามเผาคู่ เพราะถือว่าเป็นอัปมงคล เรียกว่า ผีเผาคน ต้องเป็นข้างขึ้นเผาคี่ ข้างแรมเผาคู่ เรียกว่า คนเผาผี การนับข้างขึ้นนับ ๑ ถึง ๑๕ การนับข้างแรมนับ ๑๖ ถึง ๓๐ เป็นอันว่าแรม ๑ ค่ำ เป็นเลข ๑๖ กลายเป็นวันคู่ แรม ๒ ค่ำ เป็นเลข ๑๗ กลายเป็นวันคี่ การเผาในวันคู่ของข้างแรมเท่ากับเป็นวันดีเหมือนกัน เพื่อให้จำง่าย จึงพูดว่า ข้างขึ้นเผาคี่ ข้างแรมเผาคู่

อธิบายปัญหาธรรมว่า ที่ให้เผาแต่ในวันคี่ก็เพราะความตายเป็นของเฉพาะตัว จะให้ผู้อื่นตายแทนไม่ได้ ดังที่พูดกันว่า "มาคนเดียวไปคนเดียว" นอกจากนี้ยังห้ามเผาในวันศุกร์ วันพฤหัสบดี และวันพระ เพราะถือว่าวันศุกร์เป็นวันมงคลเป็นวันดี ชื่อบอกว่า สุข ไม่ควรทำให้เป็นทุกข์ เป็นอัปมงคลไป และถือว่า "เผาผีวันศุกร์ให้ทุกข์แก่ญาติ" ที่จริงเห็นจะเป็นเพราะสัปเหร่อเขาหยุดงานในวันศุกร์ ถ้าจะเผา ก็คงไม่มีใครเผาให้ วันพฤหัสบดีเป็นวันครู ไม่ควรเผา วันพระเป็นวันที่ต้องรักษาศีล ถ้าเผาในวันนั้นเกรงว่าจะทำให้สัตว์ที่อยู่ในศพ หรืออยู่ตามที่เผาต้องเสียชีวิตไป แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยจะถือกันแล้ว ถือเสียว่าเผาวันไหนได้ทั้งนั้น ขอให้สะดวกก็แล้วกัน

เดินสามหาบ

เมื่อเผาศพแล้ว วันรุ่งขึ้นเวลาเช้า ก็จัดเครื่องสามหาบไปยังที่เผาศพ ของสามหาบนั้นก็เปิดเครื่องถวายพระมีหม้อข้าว เชิงกราน และพริก หอม กระเทียม ฯลฯ อยู่ในสาแหรกข้างหนึ่ง สาแหรกอีกข้างหนึ่งมีของคาวหวาน และจัดอย่างนี้เหมือนกันทั้งสามหาบ และจัดให้บุตร หลานหรือญาติ คนเป็นผู้หาบ ๓ หาบ - เดินเวียนกองฟอนคนละ ๓ รอบ เวลาที่เดินนั้นให้กู่กันด้วย ตามพิธีชาวบ้านเรียกกันว่ารู้ ๆ ๆ คนละ ๓ ครั้ง แล้วจึงนำสามหาบนั้นไปถวายพระ

การทำอย่างนี้เป็นบัญญัติธรรมว่า สัตว์โลกต้องเวียนเกิดเวียนตาย อยู่ในภพทั้งสาม การที่คู่เรียกกันนั้น คือเรียกผู้ตายให้ตามมาในทางบุญทุศล

แปรรูป

การแปรรูปนั้น ครั้งแรกทำรูปกองกระดูกนั้นให้เป็นรูปคนนอนหงาย หันศีรษะไปทางทิศตะวันตกสมมติว่าตาย แล้วนิมนต์พระมาชักบังสุกุล ตาย เสร็จแล้วลบรูปเดิมเสียทำรูปขึ้นใหม่ ให้เป็นรูปคนหันศีรษะไปทางทิศตะวันออกสมมติว่าเกิด บางรายเจ้าภาพเอาแก้วแหวนเงินทองโปรยลงบนกระดูก แล้วประพรมด้วยของหอมอีกทีหนึ่ง แล้วจึงนิมนต์พระชักบังสุกุล

เก็บอัฐิ

เมื่อเสร็จจากการบังสุกุลแล้ว ก็เก็บกระดูกไปสักการบูชาบ้าง ไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์บ้าง ตามแต่ความปรารถนา เพื่อบุตรและธิดาหรือวงศ์ญาติระลึกถึง จะได้ไปยังที่นั้น แล้วบำเพ็ญกุศลอุทิศส่วนกุศลส่งไปให้ตามความกตัญญูกตเวทีที่นิยมกระทำกันสืบ ๆ มา

ทำบุญให้ผู้ตาย

เมื่อจัดการเกี่ยวกับศพเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนั้นก็ทำบุญ ๘ วัน ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน เรียกว่า บำเพ็ญกุศลทักษิณานุสรณ์ คือทำบุญแผ่กุศลไปให้ผู้ตาย บางครั้งก็ทำบุญตรงกับวันครบรอบปีของผู้ตายเป็นประจำปี หรือทำบุญกระดูกในวันสงกรานต์เป็นต้น ทั้งนี้ไม่ใช่เรื่องตายตัว สุดแต่ความสะดวกของเจ้าภาพ วิธีทำนั้นจะทำเพียงสังฆทานก็ได้ หรือสวดมนต์เย็นฉันเช้า มีเทศน์แล้วบังสุกุลเท่าอายุผู้ตายก็ได้ การสวดมนต์เกี่ยวกับทำบุญให้ผู้ตาย ไม่ต้องมีด้ายสายสิญจน์และหม้อน้ำมนต์ การวงสายสิญจน์และตั้งหม้อน้ำมนต์เขาใช้สำหรับพิธีมงคลเท่านั้น แต่ถ้าจะทำบุญเกี่ยวกับผู้ตาย และการมงคลในเวลาเดียวกัน ก็มีสายสิญจน์และหม้อน้ำมนต์ได้ เช่นทำบุญ ๗ วัน ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน ศพที่เผาแล้วและเอากระดูกมาทำบุญและทำบุญบ้านด้วย เช่นนี้ก็วางสายสิญจน์และตั้งหม้อน้ำมนต์ได้ แต่ไม่ควรเอาสายสิญจน์ไปวงกับที่ใส่กระดูก จะเอาสายสิญจน์ไปวงกับกระดูกก็ต่อเมื่อถึงเวลาจะบังสุกุลอีกชั้นหนึ่ง การบังสุกุลนั้น คือพระว่า อนิจจา ว สังขารา จนถึง เตสัง รูปสโม สุโข เป็นบทปลงสังขารของพระและผู้อยู่ในที่นั้นก็ปลงตามไปด้วย ให้เห็นว่าร่างกายเป็นของไม่เที่ยง เกิดมาแล้วก็เสื่อมและดับในที่สุด จะมีสุขได้ก็ต่อเมื่อร่างกายสงบ คือไม่มีเกิด ไม่มีดับ นี่เป็นข้อความบทบังสุกุล แปลว่า ผ้าที่เปื้อนฝุ่นละอองหรือที่เขาห่อซากศพเป็นเรื่องของพระที่จะต้องไปเที่ยวพิจารณาหาตามซากศพแล้วนำมาซักฟอกเป็นผ้านุ่งห่ม สมัยนี้พระไม่ต้องลำบากถึงอย่างนั้น เพราะมีผู้ศรัทธานำผ้าที่สะอาดมาวางไว้ที่ข้างศพ หรือวางไว้กับภูษาโยงแล้วพระก็พิจารณาเอาผ้าที่วางไว้ เรียกว่า ผ้าบังสุกุล พระไปพิจารณาผ้านั้น เรียกว่า ชักผ้าบังสุกุล ซึ่งเรียกกันติดปากมาจนบัดนี้

การทำบุญให้ผู้ตายนี้ตามตำนานว่ามีมาแต่ครั้งพุทธกาล เมื่อสมเด็จ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ใหม่ ๆ เสด็จไปเมืองราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสาร ถวายทานแก่พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน วันแรกไม่ได้อุทิศผลให้ แก่ใคร ๆ พระประยูรญาติที่วายชนม์ไปแล้ว เมื่อไม่ได้รับผลก็พากันมาสำแดง กายร้องทุกข์ในเวลากลางคืน วันที่สองพระเจ้าพิมพิสารถวายทานอีก ทรง อุทิศผลทานให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว พวกเหล่านั้นก็มาปรากฏให้พระเจ้า- พิมพิสารเห็นว่า ได้รับผลพ้นจากความลำบากแล้ว มีเรื่องเป็นมาอย่างนี้จึง เป็นประเพณีทำบุญให้ผู้ตายตลอดมาจนบัดนี้ อีกเรื่องหนึ่งปรากฏในคัมภีร์ พระธรรมบทว่า ลูกสาวเศรษฐีคนหนึ่งตามผู้ชายไป พ่อเข้าใจว่าลูกสาวตาย จึงทำบุญอุทิศไปให้เป็นประเพณีเนื่องมาอย่างนี้