พิธีทำบุญ

คนไทยมีคติประจำใจอยู่ว่า ทำบุญย่อมได้บุญ ทำบาปย่อมได้บาป ดังนี้ถือกันเป็นมั่นเหมาะทีเดียว เพราะฉะนั้นการใดที่จะเป็นทางเกิดบุญกุศล ก็นิยมทำการนั้นด้วยความเต็มใจ ความจริงการทำบุญย่อมเป็นบุญตั้งแต่เริ่มคิดทำ เช่น ใจคอปลอดโปร่ง แจ่มใส เมื่อขณะทำจิตใจก็สะอาด คือหมดความตระหนี่ และทำแล้วก็มีความสุขใจไม่นึกเสียดาย นี่แหละถือกันว่าเป็นตัวบุญ ผิดกับตัวบาปพอคิดทำก็มีใจหงุดหงิด ขณะทำก็หวาดระแวงไปต่าง ๆ พอทำแล้วก็เดือดร้อนใจกลัวเขาจับได้ไล่ทัน นี่แหละคือตัวบาป เมื่อปรากฏผลต่างกันระหว่างบุญกับบาปดังนี้ จึงนิยมว่า บุญควรทำ บาปไม่ควรทำ

ด้วยเหตุนี้ทางพระพุทธศาสนาจึงได้วางหลักเกณฑ์การทำบุญไว้ ๓ ประการ คือ ทาน ศีล ภาวนา เรียกว่าทำบุญกิริยาวัตถุ คือ เรื่องการทำบุญจะกล่าวเฉพาะทานอย่างเดียว

ทาน แปลว่าการให้ คือตัดใจให้ เสียสละให้ ในทางพระพุทธศาสนา กำหนดวิธีทำบุญที่เป็นทานไว้หลายอย่างเฉพาะที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ เช่น ตักบาตร ถวายสังฆทาน ถวายสลากภัตต์ ถวายข้าวสาร ถวายผ้าอาบน้ำฝน ถวายผ้าจำนำพรรษา ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ถวายเสนาสนะ ถวายศาลา ถวายน้ำมันน้ำผึ้งน้ำอ้อย ถวายธูปเทียนดอกไม้ ถวายธง ถวายพุ่มเทียนพรรษา ถวายเครื่องดื่ม ทำบุญวันเกิด ทำบุญบ้าน ทำบุญให้ผู้ตายเป็นต้น จะได้พูดถึงวิธีทำและมูลเหตุของแต่ละอย่าง ๆ เป็นลำดับไป

การตักบาตร

ตักบาตร คือเอาข้าวและกับไปใส่บาตรพระ เณร เป็นประจำวัน หรือเฉพาะวันเกิดของตน หรือวัน ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ บางทีก็ใส่เฉพาะวันสำคัญๆ เช่น วันเข้าพรรษา ออกพรรษา วันมาฆะ วิสาขะ และวันขึ้นปีใหม่เป็นต้น เมื่อจะใส่เป็นธรรมเนียมว่าจะต้องยกของขึ้นจบเสียก่อน แล้วกล่าวคำในใจว่า สุทินนัง วต เม ทานัง อาสวักขยาวหัง โหตุ แปลว่า ข้าพเจ้าถวายทานดีแล้ว ขอจงหมดสิ้น อาสวกิเลสเถิด เมื่อใส่บาตรเสร็จแล้วก็กรวดน้ำ การกรวดน้ำจะได้นำมาพูดอีกตอนหนึ่งต่างหาก

การตักบาตรนี้มีมูลเหตุมาว่า เมื่อพระพุทธองค์ผนวชใหม่ ๆ ยังไม่ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เสด็จประทับที่สวนมะม่วงตำบลอนุปิยะแคว้นมคธ ชั่วเวลา ๗ วัน พระองค์เสด็จบิณฑบาตผ่านกรุงราชคฤห์ อันเป็นราชธานีของพระเจ้าพิมพิสาร ชาวเมืองเห็นพระมาบิณฑบาตเป็นครั้งแรก ก็ชวนกันเอาอาหารมาใส่บาตรเป็นอันมาก ตั้งแต่นั้นมาการตักบาตรถวายพระสงฆ์จึงถือเป็นธรรมเนียมมาจนบัดนี้

อีกเรื่องหนึ่งเมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้ใหม่ ๆ ประทับอยู่ที่ควงไม้เกด มีพ่อค้าสองนาย คือนายตปุสสะกับนายภัลลิกะ นำข้าวสัดตุผงสัดตุก้อนซึ่งเป็นเสบียงสำหรับเดินทางเข้าไปถวาย พระองค์ทรงรับไว้ด้วยบาตร นี่ก็เป็นมูลเหตุของการตักบาตรด้วย

สังฆทาน

สังฆทาน คือทานที่ถวายแก่สงฆ์มิได้เจาะจงแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง วิธีทำนั้นคือ เตรียมอาหารและของอื่น ๆ สำหรับถวายไว้ตามสมควรแล้วเข้าไปหาเจ้าอาวาส หรือผู้มีหน้าที่นิมนต์พระในวัด ขอให้นิมนต์พระสงฆ์เพื่อจะถวายสังฆทาน สุดแต่จะนิมนต์ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งไปโดยไม่เจาะจง ถ้าเจาะจงไม่เป็นสังฆทาน ข้อสำคัญต้องตั้งใจถวายเป็นสงฆ์จริง ๆ อย่าเห็นแก่หน้าบุคคล ถ้าผู้รับเป็นพระมหาเถระที่ทรงคุณธรรม ผู้ให้ไปเกิดโสมนัสเลื่อมใสว่าได้ถวายผู้ที่ทรงคุณ ก็เสียพิธีสังฆทาน หรือถ้าผู้รับเป็นผู้หาคุณธรรมมิได้ เป็นอลัชชี ไม่มียางอายซึ่งเขารู้กันทั่วไปแล้ว ผู้ให้เกิดโทมนัสเสียใจว่าได้ให้แก่ผู้ทุศีล ก็เสียพิธีสังฆทาน ด้วยเหตุนี้พิธีถวายสังฆทานจึงเป็นการยากที่จะทำใจให้แน่วแน่ได้ แต่ถ้าทำได้ถือว่ามีอานิสงส์แรงกว่าการถวายทานโดยเจาะจง สังฆทานนี้มีแบบแผนมาแต่ครั้งพุทธกาล สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสแก่พระอานนท์ มีอยู่ตอนหนึ่งว่า "การถวายสังฆทานคือร้องขอต่อสงฆ์ให้ส่งใครไปแล้วถวายแก่ผู้นั้น" ผู้รับจะเป็นบุคคลชนิดไรก็ตามเมื่อสงฆ์จัดไปให้ ผู้ถวายต้องตั้งใจต่อพระอริยสงฆ์ คือ อุทิศถวายเป็นสงฆ์จริง ๆ แล้วกล่าวคำถวายสังฆทานนั้น ถ้าถวายคนเดียว ก็ว่าคนเดียว ถ้าถวายหลายคนก็ให้คนหนึ่งเป็นผู้ว่านำ โดยตั้ง นโม พร้อมกัน ๓ หน แล้วผู้นำก็กล่าวคำถวายว่าดังนี้:-

อิมานิ มยํ ภนฺเต ภตฺตานิ สปริวารานิ ภิกฺขุสํฆสฺส โอโณชยาม สาธุ โน ภนฺเต สงฺโฆ อิมานิ ภตฺตานิ สปริวารานิ ปฏิคฺคณฺหาตุ อมฺหากํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย.

ความว่า "ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอถวายภัตตาหารกับของใช้เหล่านี้แก่ภิกษุสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับภัตตาหารกับของใช้เหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนานเทอญ"

พอจบคำเทอญ พระก็รับว่า สาธุ แปลว่า ดีแล้ว ต่อนั้นพระก็อนุโมทนาด้วยบท ยถาและสัพพี ตอนพระว่า ยถา ผู้ถวายก็เริ่มกรวดน้ำ กรวดอยู่เพียงจบ ต่อนั้นประนมมือรับพรไปจนจบ เป็นเสร็จพิธีสังฆทาน

สลากภัตต์

สลากภัตต์ คือของที่ถวายพระตามสลาก นับเข้าในสังฆทาน มักทำกันในเดือนที่มีผลไม้บริบูรณ์ เช่น ทุเรียน เงาะ มะม่วง เป็นต้น วิธีทำสลากภัตต์ที่ทำกันเป็นประเพณีอยู่โดยมาก มีทายกเป็นหัวหน้าป่าวร้องกันด้วยปากบ้าง ทำเป็นใบฎีกาบอกบุญเที่ยวแจกกันบ้าง แล้วกำหนดวัน เวลา และสถานที่ เช่น ตามวัดบ้าง ตามศาลาโรงธรรมที่ตั้งอยู่ในละแวกบ้านบ้าง

เมื่อถึงวันกำหนด ผู้รับสลากภัตต์ก็จัดภัตตาหารกับไทยธรรมมากบ้าง น้อยบ้างตามกำลัง นำไปยังที่ที่กำหนดไว้ บางรายก็ทำกันอย่างครึกครื้น แห่แหนกันอย่างสนุกสนาน ครั้นประชุมพร้อมกัน หัวหน้าทายกก็ให้ผู้รับสลากภัตต์จับสลาก การจับสลากนั้นบางทีเขียนชื่อพระเณรในวัดนั้นทั้งหมด หรือเท่าจำนวนที่กำหนดไว้ ทำเป็นธงม้วนไว้ให้ทายกจับ จับได้ชื่อพระเณรรูปใด ก็นำไปถวายรูปนั้น บางทีเขียนเป็นเลขไปจนเท่าจำนวนพระเณร ทำเป็นธงให้ทายกจับแล้วไปเสียบไว้ที่ของ ๆ ตน และทำสลากขึ้นอีกส่วนหนึ่งเท่ากับจำนวนที่ทายกจับไปแล้วให้พระเณรจับ จับได้ตรงกับเลขของใคร ผู้นั้นก็นำของไปถวายแก่พระเณรที่มีเลขตรงกัน

ข้อสำคัญของการถวายสลากภัตต์มีอยู่ว่า ให้ทายกตั้งใจถวายตามสลากจริง ๆ อย่าแสดงความยินดียินร้ายในผู้รับ ดังที่กล่าวแล้วในสังฆทานนั้น เมื่อเสร็จพิธีจับสลากแล้วก็กล่าวคำถวายโดยมีหัวหน้าเป็นผู้นำว่า

เอตานิ มยํ ภนฺเต ภตฺตานิ สปริวารานิ อุทฺทิสฺส ทานํ ททาม
ภิกฺขุสํฆสฺส โอโณชยาม สาธุ โน ภนฺเต สงฺโฆ เอตานิ สปริวารานิ
ปฏิคฺคณฺหาตุ อมฺหากํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย.

ความว่า "ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ภัตตาหารกับทั้งบริวารทั้งหลายที่ตั้งไว้ ณ ที่โน้นนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับซึ่งภัตตาหารกับทั้งบริวารเหล่านั้นของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สืบกาลนานเทอญ"

ให้ทำนา ปีไหนน้ำฝนดีนางก็บอกให้ทำนา และก็ทำได้ข้าวดีมากไม่เสียหาย พวกชาวเมืองรักนับถือมาก ต่างก็นำเครื่องสักการะมาให้จนร่ำรวย นางได้เอาของเหล่านั้นถวายเป็นสลากภัตต์ขึ้นก่อนใคร ๆ จนเป็นธรรมเนียมตั้งแต่นั้นมา นี้เรื่องสลากภัตต์

ถวายข้าวสาร

ถวายข้าวสาร การถวายข้าวสารถือเป็นธรรมเนียมประจำปี มักทำกันในเวลาจวนเข้าพรรษา โดยจัดอาหารแห้ง เช่น พริก หอม กระเทียม ปลา ติดมาด้วย และแบ่งออกเป็นส่วน ๆ กันตามจำนวนพระเณรในวัด ทั้งนี้น่าจะเป็นประเพณีของผู้ที่คิดเห็นว่า การถวายอาหารที่สุกไม่เป็นของยั่งยืนเก็บไว้นานไม่ได้ เวลาบริบูรณ์ก็เหลือเฟือ เวลาอัตคัดก็ไม่พอฉัน จึงคิดให้เป็นข้าวสารและของแห้ง ๆ ที่เป็นของทนอยู่ได้นาน ๆ การถวายข้าวสารไม่นิยมกาล ถวายกันในพิธีต่าง ๆ เช่น เวลามีเทศน์ก็มี ถวายเข้าไปในสงฆ์หรือเฉพาะบุคคลก็มี ที่ทำกันจนเป็นประเพณี เช่น ตักบาตรข้าวสารในพรรษาก็มี ประเพณีตักบาตรข้าวสารเริ่มทำกันแพร่หลายเมื่อรัชกาลที่ ๕ ดังที่พระบรมราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในพระราชพิธี ๑๒ เดือน ตอนว่าด้วยตักบาตรน้ำผึ้งทรงแย้งว่า "การตักบาตรน้ำผึ้งของไทยเรามีประโยชน์สู้ตักบาตรข้าวสารไม่ได้" ดังนี้น่าจะมีผู้เห็นชอบตามพระบรมราชาธิบายอันนี้ จึงเปลี่ยนการตักบาตรน้ำผึ้งซึ่งเคยทำกันเป็นประเพณีมาแต่ก่อนเป็นตักบาตรข้าวสาร วิธีตักบาตรข้าวสารก็ป่าวร้องหรือแจกฎีกา หรือประกาศติดไว้ตามวัดที่จะทำพิธี เมื่อถึงเวลาก็หาข้าวสารและของแห้ง ๆ มารวมกันไว้ ผู้เป็นหัวหน้าก็ประกาศให้ประชุมกันกล่าวคำถวาย โดยมีผู้นำกล่าวขึ้นต้นว่า

อิมานิ มยํ ภนฺเต ตณฺฑุลานิ สปริวารานิ สงฺฆสฺส โอโณชยาม
สาธุ โน ภนฺเต สงฺโฆ อิมานิ ตณฺฑุลานิ สปริวารานิ ปฏิคฺคณฺหาตุ
อมฺหากํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย.

มีความว่า "ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวาย ข้าวสารกับของอื่น ๆ เหล่านี้แก่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับไว้เพื่อประโยชน์ และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนานเทอญ"

อนึ่ง ปรากฏหลักฐานเกี่ยวแก่เรื่องนี้เมื่อครั้งพุทธกาลว่า ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่เวฬุวันมหาวิหาร คราวนั้นในเมืองราชคฤห์เกิดข้าว- ยากหมากแพง ประชาชนไม่สามารถจะถวายอาหารแก่ภิกษุสงฆ์ให้ทั่วถึงกัน ได้ จึงใคร่ถวายไว้เป็นครั้งเป็นคราว พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาตให้ถวายได้ ตามปรารถนาสืบมาจนทุกวันนี้ นี้เรื่องถวายข้าวสาร

ถวายผ้าอาบน้ำฝน

ถวายผ้าอาบน้ำฝน ผ้าอาบน้ำฝนนั้นมีกำหนดตามที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตไว้ คือ ผ้ายาว ๔ ศอกกับ ๓ กระเบียด กว้างศอกคืบ ๔ นิ้ว ๑ กระเบียดกับ ๒ อนุกระเบียด คิดตามประมาณของช่างไม้ ทำยาวหรือกว้างกว่านั้นใช้ไม่ได้เป็นโทษแก่ภิกษุ

เวลาที่จะนำผ้าอาบน้ำฝนไปถวายนั้นมีพุทธบัญญัติไว้ตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๗ ถึงกลางเดือน ๘ ซึ่งเป็นเวลาก่อนเข้าพรรษา ๑ เดือน ระยะนี้เป็นเวลาที่ภิกษุจะแสวงหาผ้าอาบน้ำฝน ผู้ประสงค์จะบำเพ็ญกุศลให้ต้องตามพุทธานุญาต จึงหาผ้าอาบน้ำฝนไปถวายพระสงฆ์ตามวัดแล้วกล่าวคำถวาย คำถวายนั้นว่า

อิมานิ มยฺหํ ภนฺเต วสฺสิกสาฏิกานิ สงฺฆสฺส โอโณชยามิ สาธุ
โน ภนฺเต สงฺโฆ อิมานิ วสฺสิกสาฏิกานิ ปฏิคฺคณฺหาตุ อมฺหากํ
ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย.

มีความว่า "ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายผ้าอาบน้ำฝนเหล่านี้แก่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับผ้าอาบน้ำฝนทั้งหลายนี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนาน เทอญ"

จีวร ได้แก่ผ้าห่ม ๑ สบงได้แก่ผ้านุ่ง ๑ ยังไม่ทรงอนุญาตให้ใช้ผ้าอาบน้ำฝน ครั้นเวลาฝนตกภิกษุบางรูปจะอาบน้ำฝนไม่มีผ้าจะอาบจะนุ่งจึงเปลือยกายอาบน้ำ วันหนึ่งนางวิสาขาใช้สาวใช้ไปวัดขณะฝนตก สาวใช้เห็นพระภิกษุเปลือยกายอาบน้ำฝน จึงกลับมาบอกนางวิสาขา นางวิสาขาจึงได้กราบทูลพระพุทธองค์ขอถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่ภิกษุ พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุใช้ผ้าอาบน้ำฝนตั้งแต่นั้นมา และได้เป็นประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝนมาจนบัดนี้

ผ้าจำนำพรรษา

ถวายผ้าจำนำพรรษา ที่เรียกว่า ผ้าจำนำพรรษานั้น หมายความว่า เป็นผ้าที่ภิกษุจะรับได้ต่อเมื่อจำพรรษาแล้ว มีกำหนดเวลาที่จะถวายและรับได้ตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันออกพรรษาไปจนถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑ เป็นเวลา ๒ เดือน ถ้าถวายหรือรับเกินกว่ากำหนดนี้ ไม่เรียกว่าผ้าจำนำพรรษา วิธีนี้มีทั้งราชพิธีและพิธีของชาวบ้าน ที่เป็นราชพิธีนั้น ปรากฏว่าเริ่มมีขึ้นในรัชกาลที่ ๔ เริ่มทำที่วัดอรุณฯ และวัดราชโอรส วิธีทำนั้น เวลาค่ำพระสงฆ์สวดมนต์ในพระอุโบสถ รุ่งขึ้นเสด็จพระราชดำเนินเลี้ยงพระแล้วถวายผ้าขาวเป็นส่วนของสงฆ์ ส่วนพระที่ฉันก็ถวาย สบง ร่ม รองเท้า หมากพลู ธูปเทียน และอ่างมังกร บรรจุข้าวสารผักปลา เสร็จแล้วนิมนต์พระสวดปกรณ์พระบรมอัฐิ เป็นเสร็จราชพิธี ส่วนพิธีของชาวบ้านที่ทำกันอยู่ในเวลานี้ ทำเป็น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งเป็นของเจ้าภาพคนเดียว อย่างหนึ่งเป็นการเรี่ยไร คือทายกผู้เป็นหัวหน้าแจกฎีกา หรือบ่าวร้องชาวบ้านให้ช่วยกันรับไปพอเท่าจำนวนพระสงฆ์ ส่วนผ้าที่จะถวายนั้นไม่จำกัด จะเป็น สบง จีวร หรือผ้าขาวอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วแต่ศรัทธา บางทีก็ไทยทานอย่างอื่นๆ เป็นบริวาร เมื่อถึงกำหนดนัดแล้วผู้ถวายก็นำผ้าและไทยทานต่าง ๆ ไปพร้อมกันที่ในโบสถ์หรือศาลาเป็นต้น เมื่อพระสงฆ์ประชุมกันแล้ว ถ้าเจ้าภาพคนเดียวมีไทยทานเหมือน ๆ กันก็ถวายเรียงกันเป็นลำดับกันที่เดียว ถ้าเป็นการบ่าวร้องต้องจับสลากผู้เป็นหัวหน้ากล่าวคำถวายให้ผู้อื่นว่าตาม คำถวายนั้นว่า

อิมานิ มยํ ภนฺเต วสฺสวาสิกจีวรานิ สงฺฆสฺส โอโณชยาม สาธุ
โน ภนฺเต สงฺโฆ อิมานิ วสฺสวาสิกจีวรานิ ปฏิคฺคณฺหาตุ อมฺหากํ
ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย.

ความว่า "ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายผ้า จำนำพรรษาเหล่านี้แก่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับผ้าจำนำพรรษาเหล่านี้ เพื่อประโยชน์และความสุขของข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ"

ถวายผ้าอัจเจกจีวร

ถวายผ้าอัจเจกจีวร ที่เรียกกันว่าอัจเจกจีวรนั้น แปลว่าจีวรรีบร้อน คือทายกผู้มีศรัทธาต้องการจะรีบถวาย เนื่องมาจากผ้าจำนำพรรษานั้นเอง แต่ไม่ถวายเมื่อออกพรรษาแล้วเหมือนผ้าจำนำพรรษา ต้องการจะถวายภายในพรรษา เนื่องด้วยมีเหตุจำเป็นเกิดขึ้น เช่น จะไปสงครามบ้าง จะไปข้างแรมในที่อื่นบ้าง หญิงมีครรภ์ไม่ไว้ใจต่อชีวิตบ้าง หรือมีศรัทธาขึ้นใหม่ ๆ จะรอไปถึงออกพรรษาก็จะเป็นเหตุขัดข้อง จึงได้รีบถวายก่อนออกพรรษา พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้รับโดยประสงค์จะรักษาศรัทธาของผู้ตั้งใจถวาย แต่กำหนดให้ถวายและรับได้ในเวลาอีก ๑๐ วัน จะถึงวันออกพรรษา การถวายอัจเจกจีวร ก็มีพิธีอย่างเดียวกันกับถวายผ้าจำนำพรรษาที่กล่าวแล้ว คำถวายก็เหมือนกันต่างแต่เปลี่ยนเป็น อจุเจกจีวรานิ คือถวายผ้าอัจเจกจีวร นอกนั้นเหมือนผ้าจำนำพรรษา

ถวายเสนาสนะ

ถวายเสนาสนะ เสนาสนะคือที่อยู่อาศัย เช่น กุฏิ วิหาร การสร้างกุฏิวิหารถวายพระสงฆ์ พระพุทธองค์สรรเสริญว่าเป็นทานเลิศเพราะเป็นเหตุป้องกันหนาวร้อนและสัตว์ร้าย ทั้งเหลือบ ยุง บุ้งร่าน และฝนแดด เป็นที่สบายแก่ผู้สงบ

การสร้างได้มีประเพณีมาแต่ครั้งพุทธกาลคือ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วเสด็จเที่ยวโปรดสัตว์ มีผู้เลื่อมใสขอบรรพชาอุปสมบทมากขึ้นโดยลำดับ ถึงกับเสนาสนะที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างอุทิศถวายไม่พอกันอยู่ พวกภิกษุต้องเที่ยวหาที่อยู่ตามถ้ำและภูเขา เงาไม้ ที่สุดจนกระทั่งอาศัยลอมฟาง เศรษฐีชาวเมืองราชคฤห์คนหนึ่งให้แล้วจึงสร้างอุทิศถวายเป็นของสงฆ์ซึ่งมาจากทิศต่าง ๆ นี้เป็นมูลเหตุแห่งการสร้างกุฏิวิหารถวายพระสงฆ์สืบมาจนทุกวันนี้

อนึ่ง ถ้าไม่สามารถจะสร้างใหม่ได้ เพียงปฏิสังขรณ์คือซ่อมแซมของเก่าที่ชำรุดให้ดีขึ้น ก็ถือว่ามีอานิสงส์เท่ากับสร้างใหม่เหมือนกัน บางทีผู้มีศรัทธายกบ้านของตนถวายวัด โดยรื้อบ้านไปปลูกในวัด เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของสงฆ์ การทำดังนี้ถือว่าได้บุญไพศาล เมื่อสำเร็จบางทีก็จัดการฉลองเป็นงานครึกครื้น ประดับประดากุฎีวิหารที่สร้างหรือซ่อมแซมขึ้นนั้นด้วยธงสีต่าง ๆ และระบายด้วยผ้าสีขาวสีแดงสะดุดตา สะดุดใจ ทำให้ผู้ที่เห็นเกิดชื่นชมยินดี พลอยอนุโมทนาในกุศลบุญราศีนั้นด้วย คำถวายเสนาสนะนั้นว่า

อิมินา ภนเต เสนาสนานิ อาคตานาคตสุ จาตุททิสสุ สงฺฆสุ โอโณชยาม สาธุ โน ภนเต อิมานิ เสนาสนานิ ปฏิคคณหาตุ อมฺหากํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย.

ความว่า "ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายเสนาสนะเหล่านี้แก่พระสงฆ์อันมาแต่ทิศทั้งหลาย ทั้งที่มาแล้วและยังไม่ได้มา ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ขอพระสงฆ์จงรับซึ่งเสนาสนะเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ"

ถวายศาลา

ถวายศาลา ศาลานี้หมายถึงศาลาโรงธรรม คือที่แสดงธรรมหรือสวดธรรมตลอดจนโรงเรียนธรรมวินัย และโรงเรียนสำหรับเด็กเป็นต้น ศาลานี้มักสร้างกันไว้ตามวัดโดยมาก แต่ที่สร้างไว้ในละแวกบ้านที่เรียกกันว่าศาลากลางบ้านก็มี สำหรับเป็นที่แสดงพระธรรม ฟังพระธรรม และเป็นที่ศึกษาเล่าเรียนของภิกษุสามเณร ให้การศึกษาแก่เด็ก ตลอดจนเป็นที่พักผ่อนของผู้เดินทางไกลจะได้พักอาศัยหายเหนื่อยเมื่อยล้า ตามตำนานปรากฏว่า นางสุธัมมาสร้างศาลาชื่อว่า สุธัมมศาลา สำหรับเป็นที่สนทนาธรรม และเป็นที่พักผ่อนของผู้เดินทาง ทำให้นางได้รับความยกย่องสรรเสริญจากมหาชนจนได้เป็นมเหสีของผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่ในครั้งกระโน้น จึงได้ถือกันว่า ถ้าจะทำการฉลองศาลาแล้ว มักมีเทศน์เรื่องนางสุธัมมาสร้างศาลาเป็นพื้น คำถวายศาลาว่า

มย ภนุเต อิมิ สาลา ธมุมสภาย อาคันตุกสุส จาตุททิสสุส
สรุมสุส โอโณชยาม สาธุ โน ภนุเต สงฺโฆ อิมิ จาตุททิสสา
ปฏิกุคนุหาตุ อมหากิ ที่พรดุติ หิตาย สุขาย.

ความว่า "ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายศาลานี้แก่พระสงฆ์อันมาแต่ทิศทั้ง ๔ ทั้งที่มาแล้วและยังไม่ได้มา เพื่อเป็นธรรมสภา ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ขอพระสงฆ์จงรับธรรมศาลาสี่ทิศนี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ"

เรื่องทำบุญที่พูดมาในตอนต้น ๆ นั้นเป็นหลักใหญ่ ซึ่งนิยมทำกันเป็นประจำอยู่แล้วในหมู่ผู้นับถือพระพุทธศาสนา ยังมีการทำบุญเบ็ดเตล็ดย่อย ๆ อีกหลายอย่าง เช่น การถวายรูปเทียน ดอกไม้ ถวายยาแก้โรค ถวายเครื่องดื่ม หรือถวายของที่ขาดแคลนในสมัยกับขัน เช่น น้ำตาลทราย ไม้ขีดไฟ ผ้าหรือเครื่องอุปโภคต่าง ๆ อันควรแก่พระ สละทรัพย์สร้างโรงพยาบาลสงฆ์ ตลอดจนออกทรัพย์สงเคราะห์ภิกษุสามเณรผู้ประสบภัยและอาพาธ เป็นต้น เหล่านี้เป็นเรื่องทำบุญเหมือนกัน เรียกว่าทำบุญตามปกติ ยังมีการทำบุญเกี่ยวกับจารีตประเพณีอีก เช่น ทำบุญวันเกิด ทำบุญอายุ ทำบุญบ้าน ทำบุญให้ผู้ตาย เป็นต้น จะได้พูดเป็นอย่าง ๆ ไป

ทำบุญวันเกิด

ทำบุญวันเกิด คือทำในเมื่ออายุครบรอบปี ทางสุริยคติหรือจันทรคติ พูดง่าย ๆ ก็ว่า ทำบุญตรงกับวันที่ หรือข้างขึ้นข้างแรมที่ตนเกิดในเดือนนั้น บางคนเขาถือเอาวันเกิดที่ตนเกิดเป็นวันทำบุญทุก ๆ ครั้งที่ถึงวันเช่นนั้น เช่นคนเกิดวันพฤหัสบดี เมื่อถึงวันพฤหัสบดีทุก ๆ สัปดาห์ ก็ทำบุญให้ตัว เช่น ตักบาตร เรียกว่า "ตักบาตรวันตัว" หรือบางคนเมื่อถึงวันนั้น ก็รักษาอุโบสถศีลเหมือนวันพระอีกวันหนึ่งตลอดไป แต่ประเพณีทุกวันนี้ โดยมากทำบุญวันเกิดเมื่ออายุบรรจบรอบปีทางสุริยคติ คือวันที่เกิดตามวิธีโหราศาสตร์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ทรงทำมา

อันประเพณีที่จะทำบุญวันเกิดขึ้นนี้ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทำเป็นตัวอย่างตั้งแต่ยังทรงผนวช ไม่ใช่ทำอย่างจีนหรืออย่างฝรั่ง ทำขึ้นด้วยพระราชดำริเห็นว่า การมีอายุยืนมาถึงบรรจบรอบปีครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ตายไปเสียก่อน เป็นลาภอันประเสริฐควรยินดี เมื่อรู้สึกยินดี ก็ควรจะบำเพ็ญกุศลที่เป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น ให้สมกับที่มีน้ำใจยินดีและไม่ประมาทเพราะไม่สามารถจะรู้ได้ว่า จะอยู่ไปบรรจบรอบปีเช่นนี้ มัวเมาประมาทในชีวิตเสียได้ นี้เป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นเหตุให้มีการทำบุญวันเกิดขึ้น เรียกว่า เฉลิมพระชนมพรรษา การที่ทรงทำในครั้งนั้นปรากฏว่า มีการสวดมนต์เลี้ยงพระ ๑๐ รูป เป็นการน้อย ๆ เงียบ ๆ ครั้นต่อมาก็มีเจ้านายขุนนางทำบุญวันเกิดชุกชุมขึ้น แต่การทำบุญเกี่ยวกับพระน้อยลง เป็นแต่ประชุมคนแสดงเกียรติยศให้ปรากฏว่ามีผู้นับถือมาก ตั้งโรงครัวเลี้ยงกันไปวันยังค่ำ ๆ การมหรสพก็มีละครเป็นพื้น และนำของขวัญไปให้กัน มีการเลี้ยงดูกันอย่างสนุกสนาน ให้ศีลให้พรกัน ถ้าเป็นวันเกิดเจ้านายขุนนางชั้นผู้ใหญ่ พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงพระราชทานพระราชหัตถเลขาให้พรด้วย พระราชทานของขวัญด้วย สมัยนั้นการทำบุญวันเกิดถือเป็นเกียรติยิ่งใหญ่ เมื่อถึงวันเกิดของใครก็อึงคะนึงกันเป็นการใหญ่ ตั้งแต่เริ่มงานจนแล้ว และถือว่าถ้าไม่ช่วยงานวันเกิดกันแล้วเป็นไม่ดูผีกันทีเดียว

สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ เมื่อทรงผนวชเป็นสามเณร ก็ทรงทำบุญวันเกิดตามอย่างพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ วิธีทำก็มีสวดมนต์เลี้ยงพระและแจกสลากสิ่งของต่าง ๆ แก่พระสงฆ์ ทรงทำตลอดมาจนกระทั่งเสวยราชย์และทำเป็นการใหญ่ เช่น หล่อพระพุทธรูปเท่าอายุเรียกว่า "หล่อพระชนมพรรษา" ทั้งมีการตกแต่งตามชาลาพระบรมมหาราชวัง ให้เป็นการครึกครื้นสนุกสนานตามริมน้ำและตามถนนก็สว่างไสวไปด้วยแสงประทีปโคมชวาลา จึงได้เกิดมีการแต่งซุ้มไฟประกวดประขันกันขึ้น และมีเหรียญพระราชทานแก่ผู้แต่งซุ้มไฟเป็นรางวัลที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ อนึ่งในวันนั้นได้มีผู้ไปลงนามถวายพระพร พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการอ่านคำถวายพรอันเป็นเครื่องหมายแสดงความจงรักภักดี จึงถือเป็นประเพณีเนื่องด้วยทำบุญวันเกิดมาจนบัดนี้

สมัยนี้การทำบุญวันเกิดที่เกี่ยวกับพิธีสงฆ์ ก็มีสวดมนต์เลี้ยงพระหรือ ตักบาตรเป็นพื้น นอกจากนั้นก็มีการเลี้ยงดูกันในหมู่ญาติมิตรสหายและมีการ ส่งบัตรอวยพรให้ของขวัญกัน การทำดังนี้ถือว่าเป็นทางเจริญให้เกิดสุขสวัสดี แก่ผู้ทำ

ทำบุญอายุ

ทำบุญอายุ การทำบุญอายุมักนิยมทำกันในเมื่ออายุ ๒๕ ปี ซึ่งเรียก ว่าเบญจเพส คำว่าเบญจเพส ก็แปลว่า ๒๕ นั่นเอง เขาถือกันว่าตอนนี้เป็นตอน สำคัญ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะย่างขึ้นสู่ภาวะผู้ใหญ่ ตั้งตนให้เป็นหลักเป็น ฐาน ถ้าดีก็ดีกันในตอนนี้ ถ้าเอาดีกันไม่ได้ในตอนนี้ก็เสียคน ด้วยเหตุนี้จึง มีการทำบุญกันในเมื่ออายุ ๒๕ เพื่อส่งให้เจริญงอกงามต่อไป ต่อจากนั้นก็ทำ ในเมื่ออายุ ๕๐ หรือ ๖๐ อีกครั้งหนึ่ง เพราะถือกันว่าตอนนี้อายุย่างเข้ากึ่ง หนึ่งแล้ว และเจริญมากที่สุดแล้ว ต่อนั้นไปร่างกายก็จะมีแต่ทรุดโทรมลง ทุกวัน การทำบุญในเมื่ออายุปูนนี้จึงเป็นการทำโดยไม่ประมาท เพราะร่าง กายเสื่อมลงไป ๆ จะสั้นเมื่อใดก็ไม่รู้ จึงควรทำบุญไว้ เพื่อเป็นประกันใน เมื่อจวนจะหมดลม จะได้นึกว่าได้ทำดีไว้มากแล้ว ถึงตายก็ตายอย่างสบายเขา ถือกันมาอย่างนี้

อนึ่ง การทำบุญอายุนี้ บางที่ก็ทำกันในเมื่อมีอายุครบ ๒ รอบ ๓ รอบ ๔ รอบ ไปจนถึง ๕-๖ รอบ รอบหนึ่งมี ๑๒ ปี ถ้าบรรจบปีเกิดในรอบไหนก็ทำในรอบนั้น บางทีก็ทำบุญในเมื่อมีอายุเท่ากับอายุครั้งสุดท้ายของผู้ที่เคารพนับถือ เพราะเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงผู้นั้นและเตือนใจไม่ให้ประมาทด้วย วิธีทำก็เช่นเดียวกับทำบุญวันเกิด

ทำบุญบ้าน

ทำบุญบ้าน การทำบุญบ้านเขามักทำกันเมื่อปลูกบ้านใหม่ ขึ้นบ้านใหม่ หรือบ้านที่จวนพินาศด้วยอัคคีภัย โจรภัย หรือภัยอื่น ๆ แต่มันคงอยู่ได้ ไม่เป็นไร หรือบ้านที่ตั้งมานานแล้ว ดังนี้ ทำบุญเพื่อประสงค์สวัสดิมงคลให้สิ่งร้ายออกไป ให้มีความสุขความเจริญแก่บ้าน วิธีทำก็มีการสวดมนต์เลี้ยงพระและด้ายสายสิญจน์วงรอบบ้านเพื่อให้มงคลที่เกิดจากพระสวดแล่นไปโดยรอบ และมีหม้อน้ำมนต์เมื่อพระสงฆ์สวดมนต์จบก็นิยมให้ท่านประพรมให้ทั่วบริเวณบ้าน ดังนี้เป็นพิธีมาแต่ครั้งพุทธกาล ถือว่าไล่อุบาทว์จัญไรให้หมดไป ให้มีแต่ความเจริญ.