ตักบาตรเทโว

การบำเพ็ญกุศลในวันเช่นนี้ ท่านจัดเป็นกาลทานคือมีปีละครั้งเป็นประเพณีสืบมา และในวันเช่นนี้ ถือกันว่าเป็นวันคล้ายกับวันที่พระพุทธองค์เสด็จลงจากเทวโลก

ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อก่อน พ.ศ. ๘๐ พระพุทธองค์เสด็จไปจำพรรษาโปรดพระพุทธมารดาในดาวดึงส์ แล้วเสด็จลงจากดาวดึงส์ในวันออกพรรษานี้ จึงเป็นประเพณีของพุทธศาสนิกชนอีกอย่างหนึ่ง คือ เมื่อถึงวันเช่นนี้ก็เตรียมจัดอาหารไปใส่บาตร เรียกว่า "ตักบาตรเทโว" เรียกเต็มว่า "เทโวโรหนะ" แปลว่า การหยั่งลงจากเทวโลก

การตักบาตรเทโว บางวัดก็ทำในวันกลางเดือน ๑๑ บางวัดก็ทำในวันแรมค่ำหนึ่งเดือน ๑ ทั้งนี้สุดแต่ความร่วมใจกัน พิธีทำนั้น ได้อัญเชิญพระพุทธรูปประดิษฐานบนล้อเลื่อน มีบุษบก และมีบาตรตั้งอยู่หน้าพระพุทธรูป มีคนลากนำหน้าพระสงฆ์ พวกทายกทายิกาต่างก็นั่งเรียงรายกันอยู่เป็นแถว ๆ แล้วใส่บาตร อาหารที่ใส่ในวันนั้นมีข้าว กับ และข้าวต้มมัด ข้าวต้มลูกโยนเป็นพื้น

โดยมากทำพิธีกันในบริเวณพระอุโบสถ แต่บางแห่งเขาทำพิธีเหมือนกับพระพุทธองค์เสด็จลงจากเทวโลกจริง ๆ เช่นที่เมืองอุทัยธานี อัญเชิญพระรูปลงจากเขาและมีพระสงฆ์ตาม ประชาชนรอใส่บาตรที่เชิงเขา วัดที่เชิงเขานั้นเรียกว่า "วัดสังกัส" เข้าใจว่าตั้งชื่อวัดให้ใกล้ความจริงกับเรื่องที่พระพุทธองค์เมื่อเสด็จลงมาจากเทวโลกก็เสด็จประทับที่เมืองสังกัสนคร

ในกรุงเทพฯ ก็มีทำกันที่วัดสระเกศโดยอัญเชิญพระพุทธรูปนำหน้า พระสงฆ์ลงจากภูเขาทอง แล้วทายกทายิกาก็ตั้งแถวกันใส่บาตรที่เชิงเขา ทำดังนั้นเพื่อให้ใกล้ความจริง ประเพณีตักบาตรเทโวนี้ ทำกันอย่างมโหฬารในหมู่พุทธศาสนิกชนเพราะเป็นเหตุให้เกิดรำลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในครั้งกระโน้น แล้วเกิดปีติปราโมทย์ขึ้น

ในบัดนี้ประเพณีบำเพ็ญกุศลอันเนื่องด้วยการออกพรรษายังมีอยู่อีก ซึ่งจัดเป็นกุศลประจำปี คือการทอดกฐินและการถวายผ้าจำนำพรรษา

ยังมีราชพิธีบำเพ็ญกุศลเนื่องในการออกพรรษา ซึ่งพระมหากษัตริย์ได้ทรงบำเพ็ญเป็นกิจประจำปี คือนิมนต์พระบิณฑบาตในพระบรมมหาราชวัง เรียกว่า "บิณฑบาตเวร" ๓ วัน คือ วันขึ้น ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ วันละ ๑๕๐ รูป พระมหากษัตริย์ทรงบาตรด้วยพระองค์เองพร้อมด้วยเจ้านายฝ่ายใน เป็นราชพิธีนี้มาทุกวันนี้

นอกจากนี้ก็มีราชประเพณีสวดมหาชาติคำหลวง ซึ่งได้จัดให้สวดในวันเข้าพรรษา ๓ วัน กลางพรรษา ๓ วัน และออกพรรษา ๓ วัน ประเพณีการสวดมหาชาติคำหลวงหรือที่เรียกว่า "สวดโอ้เอ้วิหารราย" ได้มีมานานแล้ว ตามที่สมเด็จกรมพระยาดำรงทรงวินิจฉัยว่า เกิดขึ้นครั้งพระเจ้าทรงธรรม คือพระเจ้าทรงธรรมทรงพระราชดำริให้จัดประเพณีการอ่านหนังสือสวดให้เป็นประโยชน์แก่สัปบุรุษ เป็นต้นว่าให้มีพนักงานอ่านประจำวิหารหรือศาลารายในพระอารามหลวง สำหรับสัปบุรุษจะได้ไปฟัง

ประเพณีการสวดประจำวิหารหรือศาลาซึ่งพระเจ้าทรงธรรมทรงดำริขึ้น ยังมีอยู่จนบัดนี้เฉพาะที่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และมีพวกเด็กนักเรียนสวดชาดกเรื่องอื่น ๆ ตามศาลาราย

มหาชาติคำหลวงเป็นหนังสือว่าด้วยชาดกอันเป็นกำเนิดของพระ- พุทธเจ้าเมื่อครั้งทรงพระชาติเป็นพระเวสสันดร แต่งขึ้นในแผ่นดินสมเด็จ พระบรมไตรโลกนาถ เป็นเวลา ๔๐๐ ปีเศษมาแล้ว จึงมีถ้อยคำที่ทั้งยาก ๆ อยู่มาก เหตุที่แต่งนั้นก็เพราะถือกันว่า ถ้าผู้ใดฟังคาถามหาชาติครบพันคาถา ที่เรียกว่า "คาถาพัน" (มีคาถา ๑,๐๐๐ คาถาพอดี) ย่อมจะได้รับอานิสงส์มาก และจะได้เกิดทันพระศรีอาริย์ด้วย แต่คาถานั้นผู้ฟัง ๆ ไม่รู้เรื่อง จึงได้ทรง คิดแต่งให้มีคำแปลคาถาได้ด้วยเพื่อจะได้ฟังรู้เรื่อง การแต่งนั้น มีรับสั่งให้ ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตในกรุงศรีอยุธยาแต่ง วิธีแต่งเอาภาษามคธตั้ง บาทหนึ่งแล้วแปลแต่งเป็นภาษาไทยวรรคหนึ่งสลับกันไป บางแห่งแต่งเป็น ฉันท์บ้าง เป็นร่ายบ้าง เป็นกาพย์บ้าง ตามความถนัดของผู้แต่ง และเมื่อ แต่งจบบทหนึ่งก็มีประโคมครั้งหนึ่ง ดังนี้จนครบ ๑๓ กัณฑ์ หนังสือเรื่อง นั้นนับถือกันว่าแต่งดีเลิศมาแต่ครั้งกรุงเก่า ไม่ได้แต่งสำหรับเทศน์เหมือน อย่างมหาชาติกลอนเทศน์ที่ใช้เทศน์อยู่ในเวลานี้ แต่งสำหรับสวดมีทำนอง- น่าฟังมาก เข้าใจว่าพระเจ้าทรงธรรมทำแบบทำนองขึ้นไว้เรียกว่าทำนองกะ คือสวดเป็นทำนองตามที่กะไว้เป็นเสียงสูง เสียงต่ำ เสียงเอื้อน การสวดนั้น สวด ๓ วัน วันละ ๔ คน เป็นสำรับหนึ่ง ผู้สวดขึ้นนั่งเตียงสวดในพระอุโบสถ สวดถวายเวลาเสด็จไปบำเพ็ญพระราชกุศล ราชประเพณีอันนี้ได้มีมาทุกปี