พิธีแต่งงานตามประเพณีไทย

พิธีสู่ขอ

เมื่อบิดามารดาเห็นว่าบุตรชายของตนได้บวชเรียนแล้ว สมควรจะแต่งงานมงคลได้ จึงสืบหาหญิงที่คู่ควรกับตระกูลของตนมาเป็นสะใภ้ เมื่อหาได้ถูกใจแล้ว ก็หาผู้ใหญ่ที่มีอายุเป็นเถ้าแก่ไปพูดจาทาบทามกับบิดามารดาญาติฝ่ายหญิงนั้นเป็นการเงียบ ๆ ก่อน ดูท่าที่ว่าจะยอมยกให้หรือไม่ ฝ่ายบิดามารดาญาติหญิงถึงจะเต็มใจอยากยกบุตรหลานสาวให้ ก็มักต้องขอวันเดือนปีผู้ชายมาให้โหรตรวจดูชาตาราศีกับบุตรหลานสาว ว่าจะสมควรทำการมงคลด้วยกันได้หรือไม่ การที่ขอให้หมอดูชาตาเสียก่อนนี้ เป็นอุบายที่ดีอย่างหนึ่ง คือถ้ามีความรังเกียจในตัวชาย หรือในตระกูลชาย แต่ไม่อยากจะยกเหตุรังเกียจมาอ้างให้ขัดใจกัน ก็อาจจะบอกได้แต่ว่า ชาตาไม่ต้องกัน ถ้าขืนให้แต่งงานกันก็จะเกิดภัยอันตราย บางที่จะเป็นด้วยเหตุนี้ จึงชอบประพฤติกันโดยมาก บางรายถ้าทั้งสองฝ่ายรักใคร่สนิทสนมกันมาก่อน ก็ไม่ต้องขอวันเดือนปี ยินดียกให้เลยก็มี และเรียกทองหมั้นสินสอด

พิธีหมั้น

เมื่อผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายตกลงจะให้แต่งงานกันแล้ว ก็ให้เฒ่าแก่ทั้งสองฝ่ายพูดจาสัญญากันกำหนดทุนสินสอดและหอขันหมาก ผ้าไหว้ตามสมควรแก่ตระกูล ครั้นตกลงยอมพร้อมกันเป็นคำสัญญาทั้งสองฝ่ายแล้ว ถึงวันฤกษ์ดีบิดามารดาญาติข้างฝ่ายชายก็ให้เถ้าแก่นำขันหมากหมั้นไปให้แก่บิดามารดาผู้ปกครองหญิง บิดามารดาญาติฝ่ายหญิงก็หาเฒ่าแก่มาคอยรับขันหมากหมั้นตามสมควร ขันหมากหมั้นนั้นมีขันใส่หมากลูกกับพลูใบขันหนึ่ง กับทองคำอันมีน้ำหนักเท่าที่ตกลงกันไว้ และมีขนมต่าง ๆ ตามแต่จะจัดไปได้ แต่บางทีก็ไม่มีขันหมากหมั้นต่อกัน เพราะบิดามารดาญาติทั้งสองฝ่ายรักใคร่เชื่อถือกันอยู่แล้ว ขันหมากหมั้นนั้นเพื่อจะให้เป็นประกันให้แน่นอนตามถ้อยคำสัญญาข้างฝ่ายชาย ถ้าฝ่ายชายไม่ได้ทำการวิวาหมงคลตามสัญญา ขันหมากหมั้นนั้นฝ่ายชายจะขอคืนไม่ได้ต้องเสียเปล่า หญิงนั้นเรียกกันว่า หม้ายขันหมาก เว้นแต่ว่าหญิงไปทำความชั่วขึ้นไม่ได้ทำการมงคลแก่ชายตามสัญญา ขันหมากหมั้นนั้นต้องคืนแก่ฝ่ายชายทั้งหมด

ปลูกเรือนหอ

เมื่อหมั้นกันเสร็จแล้ว จึงกำหนดวันเดือนที่จะทำการมงคลต่อไป ตอนนี้ถึงเวลาที่จะสร้างเรือนหอ ที่เรียกกันว่าเรือนหอนั้นก็คือเรือนจะเป็นที่อยู่ของชายหญิงซึ่งจะทำการมงคลสมรสด้วยกัน ผู้ปกครองฝ่ายชายต้องปลูกเรือนหอที่บ้านฝ่ายหญิงให้แล้วเสร็จก่อนวันทำการวิวาหมงคล บางที่ผู้ปกครองของฝ่ายหญิงยอมยกเรือนที่มีอยู่แล้วให้เป็นเรือนหอ คิดเอาราคาแก่ชายพอสมควร โดยไม่ต้องสร้างใหม่ให้ลำบากก็มี การปลูกเรือนหอประเพณีโบราณฝ่ายเจ้าสาวต้องเลี้ยงดูคนที่มาทำงาน การปลูกเรือนหอเป็นหน้าที่ของชาย ส่วนเครื่องเรือนตลอดจนที่นอนหมอนมุ้งเป็นของหญิงจัดหา

พิธีแต่ง

เมื่อปลูกเรือนหอเสร็จแล้ว ก่อนจะถึงฤกษ์แต่งงานวันหนึ่งเรียกว่า วันสุกดิบ ตอนเช้าผู้ปกครองฝ่ายชาย ขนผ้าไหว้และขันหมากไปยังบ้าน เจ้าสาว ผ้าไหว้นั้นเป็นของกำนัลสำหรับเจ้าบ่าวให้บิดามารดาฝ่ายหญิง คน ละสำรับ แล้วมีผ้าขาวสำหรับไหว้ผีบิดามารดา หรือผีปู่ย่าตายายอีกสำรับ หนึ่ง เมื่อเสร็จการมงคลแล้ว ผู้ปกครองฝ่ายหญิงก็เอาผ้าขาวไหว้ผีนั้น ตัด เย็บย้อมเป็นสบงจีวร หรือเย็บเป็นมุ้งถวายพระสงฆ์อุทิศส่วนกุศลไปตาม เจตนา ขันหมากซึ่งฝ่ายชายต้องจัดหานั้นมี ๒ อย่างเรียก ขันหมากเอก อย่างหนึ่ง ขันหมากเลว อย่างหนึ่ง

ขบวนขันหมากเอกนั้นเป็นขบวนใส่ข้าวสาร หมาก ลูกพลูจีบ ลำดับเรียงรอบปากขัน มีฉัตรระย้าทองอังกฤษปักเป็นยอด ตั้งขันไปบนพานแว่นฟ้า มีตะลุ่มหรือโต๊ะใส่หมากพลู หมูต้มห่อหมก ขนมจีบ มีฝาบิดแล้วหุ้มผ้าลายเกี้ยว ผ้าไหมอีกชั้นหนึ่ง มีอ้อย มะพร้าวอ่อน เหล้าใส่ขัน พานถั่วงาที่หนึ่ง สิ่งที่กล่าวมานี้นับว่าเป็นขันหมากเอก

ขนหมากเหล่านั้นมากตั้ง ๕๐ ที่หรือ ๑๐๐ ที่ตามแต่จะตกลงกัน มีขนม ส้ม กล้วย ลูกไม้ต่าง ๆ ส่งไปก่อนวันฤกษ์หนึ่งวัน เรียกกันว่าวันสุกดิบ

ครั้นเวลาเย็น นิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ที่เรือนหอ ฝ่ายเจ้าบ่าวแต่งตัวเต็มยศไปกับเพื่อนบ่าวหลายคน ไปฟังสวดมนต์ที่เรือนหอ ครั้นพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์จบแล้ว บิดามารดาฝ่ายหญิงจึงพาเจ้าสาวออกมาให้เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวนั่งใกล้กัน มีเฒ่าแก่ฝ่ายหญิงนั่งคั่นกลางอยู่คนหนึ่ง ให้พระสังฆนายกสวมมงคลเจ้าบ่าวกับเจ้าสาว เป็นมงคลคู่มือสายสิญจน์ล่ามติดกันเรียกว่า มงคลแฝด ฝ่ายเพื่อนบ่าวก็นั่งเรียงต่อจากเจ้าบ่าว เพื่อนสาวก็นั่งเรียงต่อจากเจ้าสาวไปที่หน้าเรือนหอนั้น พระสงฆ์สวด ชยันโต พร้อมกัน และพระสังฆนายกก็ฉัดน้ำพระพุทธมนต์ให้เปียกทั่วกันทั้งพวกเจ้าบ่าวและเจ้าสาว เวลานั้นเป็นการสนุกรื่นเริงทั้งสองฝ่าย พวกเจ้าบ่าวก็เบียดเสียดเจ้าบ่าวเข้าไปให้ใกล้เจ้าสาว พวกเจ้าสาวก็เบียดเสียดเจ้าสาวเข้ามาให้ใกล้เจ้าบ่าว พวกหนุ่มสาวทั้งสองฝ่ายเบียดเสียดกันชุลมุน จนบางทีหญิงเฒ่าแก่ที่นั่งกั้นกลางอยู่นั้นต้องหลีกห่างออกมา เมื่อเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าไปนั่งชิดกันก็เป็นเสร็จฉัดน้ำ ในคืนนั้นเจ้าบ่าวต้องนอนอยู่ที่หอ มีเครื่องดนตรีดีดสีตีเป่าขับร้อง เรียกว่า กล่อมหอ คืนหนึ่ง

รุ่งขึ้นถึงวันฤกษ์ดี เวลาเช้า พระสงฆ์มาพร้อมกันแล้ว เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวต้องตักบาตรร่วมกัน ตักด้วยทัพพีเดียวกัน ตอนจับทัพพีจะมีการเกี่ยงกันหน่อย ๆ เพราะถือกันว่า ถ้าใครจับได้ตอนบนก็จะได้เป็นไก่บน คือผู้มีอำนาจเหนือ ถ้าใครจับได้ตอนล่างจะต้องเป็นไก่ล่าง คืออยู่ในอำนาจเขา ดังนั้นในตอนนี้ทั้งสองฝ่ายจึงต้องรีรอดูท่าทีกัน อันที่จริงอำนาจคงไม่ได้อยู่ที่ทัพพีเป็นแน่ อยู่ที่น้ำใจของกันและกัน ถ้าปฏิบัติถูกเรื่องกันต่างก็มีอำนาจขึ้นในตัวของตนเอง แต่ที่ถือเรื่องจับทัพพีก็เป็นเรื่องที่ถือกันมาและนึกว่าเป็นไปได้ พิธีที่กล่าวมานี้เป็นแบบเก่ายังมีอยู่ตามชนบท

ในปัจจุบันนี้ เขาแต่งงานบุตรหลานในวันฤกษ์ดีวันเคียง เวลาเช้า เลี้ยงพระสงฆ์ถวายไทยทานต่าง ๆ ของถวายพระสงฆ์นั้น ฝ่ายชายฝ่ายหญิง แบ่งปันกันถวายพระตามที่ตกลงกัน ครั้นพระสงฆ์ฉันเสร็จแล้ว บิดามารดา ญาติฝ่ายหญิงจัดของคาวสำรับหนึ่ง ของหวานสำรับหนึ่งไปให้แก่บิดามารดา ญาติฝ่ายชาย ในตอนเช้าเมื่อเลี้ยงพระสงฆ์แล้วสำหรับคาวหวานที่จัดไปนั้น เรียกว่า ของเลื่อน ทั้งนี้เพื่อบอกให้รู้ว่าการเลี้ยงพระได้เสร็จแล้วให้นำขันหมากไปเถิด บิดามารดาญาติฝ่ายชายเมื่อได้รับของเลื่อนแล้ว จึงให้เฒ่าแก่ ผู้ใหญ่นำทุนสินผ้าไหว้ขันหมากไปยังบ้านฝ่ายหญิง

พิธีแห่ขันหมาก

การแห่ขันหมากนั้น ผู้ปกครองฝ่ายชายต้องเลือกชายหญิงที่มีรูปร่างหมดจดแต่งตัวดี ยกทุนสิน ผ้าไหว้ ขันหมาก มีผู้คนแห่ห้อมไปพร้อมกัน ไปบกหรือไปเรือแล้วแต่ทางที่จะไปยังบ้านบิดามารดาฝ่ายหญิง มีมโหรีนำขันหมาก หรือบางที่ก็มีเครื่องดีดสีตีเป่าไปเป็นสำคัญ หรือไปเงียบ ๆ ก็มีโดยมาก แต่ขันหมากเอกนั้น จัดให้หญิงรุ่นสาวแต่งตัวยกไปหน้าเตียบ เตียบนั้นจัดหาหญิงที่มีตระกูลมีสามีแล้วยกไปเป็นคู่ ๆ กัน ต่อเตียบลงไปเป็นผ้าไหว้แล้วถึงขันหมากเลวให้เด็กผู้ชายยกตามไปเป็นลำดับ ครั้นถึงบ้านบิดามารดาฝ่ายหญิงคนในบ้านก็ดีมโหรีรับแล้ว จัดผู้ใหญ่นำเด็กแต่งตัวถือขันพานรองมีหมากพลูลงไปรับ เรียกว่า เชิญขันหมากขึ้นมาบนเรือนหอ ขณะนั้นบิดามารดาฝ่ายหญิงให้เฒ่าแก่ออกมารับขันหมาก แล้วจัดหาผู้ใหญ่ทั้งสามีภรรยาแต่งตัวเต็มยศหญิงนุ่งจีบห่มผ้าคลุมทั้งสองบ่า มารับเปิดเตียบเป็นคู่ ๆ กันตามมากและน้อย แล้วเฒ่าแก่ฝ่ายหญิงยกเตียบกับขันใส่เหล้า มะพร้าวอ่อน พานผ้าไหว้ผีไปไว้ในเรือนบิดามารดาฝ่ายหญิง เช่นบอก ปู่ ย่า ตา ยาย ตามประเพณีที่นับถือกันต่อ ๆ มา บางที่บิดามารดาฝ่ายหญิงไม่ให้ฝ่ายชายต้องจัดหาขันหมากเอกและผ้าเตียบมีเครื่องเช่นไป ฝ่ายบิดามารดาฝ่ายหญิงจัดหาสิ่งของเครื่องเช่นเอง ไม่ให้ลำบากด้วยกันทั้งสองฝ่าย เพียงให้มีแต่ทุนสินผ้าไหว้ตามสมควร

เมื่อผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงเสร็จแล้ว เฒ่าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าวเรียกเอาทุนจากเฒ่าแก่ฝ่ายเจ้าสาว บิดามารดาเจ้าสาวเอาทุนออกมาที่เรือนหอนับตรวจครบถ้วนด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่ายตามกำหนด ที่เรียกว่า สินสมรส และมักให้มีเงินเถาบ้าง เงินสลึงเงินเฟื้องเป็นเศษนอกจากทุนออกไปบ้างเป็นเคล็ดที่จะให้ทุนทรัพย์นั้นงอกงามมีความเจริญสืบไป เฒ่าแก่ข้างชายหญิงพร้อมกันนำเงินทั้ง ๒ ฝ่ายมารวมเคล้าด้วยถั่วงา แป้ง น้ำมันหอม แล้วมอบให้ฝ่ายหญิง

เมื่อเคล้าเงินทุนเสร็จแล้ว ข้างเจ้าสาวจัดสำรับคาวหวานเลี้ยงเฒ่าแก่และผู้ยกทุนสิน ผ้าไหว้ขันหมากแล้วจัดสิ่งของต่าง ๆ ให้แก่เฒ่าแก่กับผู้ยกขันหมากเอก ส่วนผู้ยกขันหมากเลวนั้น แจกเงินคนละเล็กละน้อย แต่คนที่ยกทุนสินนั้นเป็นธรรมเนียมถือกันว่าจะต้องให้ชั่งละบาท เรียกว่าเป็นของแถมพก ครั้นจัดการเลี้ยงกันเสร็จแล้ว เฒ่าแก่ของเจ้าสาวแบ่งขันหมากเลวเป็น ๒ ส่วน คือไปให้ข้างบิดามารดาเจ้าบ่าวสำหรับไปเลี้ยงพวกเจ้าบ่าวส่วนหนึ่ง ข้างเจ้าสาวเก็บเอาไว้ส่วนหนึ่ง เฒ่าแก่ฝ่ายชายก็พาพวกที่ยกทุนสินขันหมากกลับไป

ครั้นเวลาบ่าย เจ้าบ่าวกับพวกแต่งตัวตามศักดิ์พากันไปบ้านเจ้าสาว มีเครื่องมโหรีหรือไปเงียบ ๆ ก็มี

ครั้นถึงบ้านเจ้าสาว บิดามารดาญาติฝ่ายหญิงก็ให้ผู้ใหญ่พาเด็กแต่งตัวถือพานหมากมาเชิญเจ้าบ่าว เจ้าบ่าวต้องมีบำเหน็จให้แก่เด็กที่มาเชิญนั้น ๔ บาทบ้าง ๘ บาทบ้าง แล้วผู้ใหญ่ก็พาเด็กกลับขึ้นเรือนก่อนเจ้าบ่าว เจ้าบ่าวตามขึ้นไปภายหลัง พวกเจ้าสาวถือแพรสีบ้าง สายสร้อยทองคำบ้าง ยืนคนละข้าง ยืนกั้นขวางทางประตูไว้ตามธรรมเนียม ๓ ชั้น ไม่ให้เจ้าบ่าวขึ้น

ชั้นที่ ๑ ประตูบ้าน พวกเจ้าบ่าวถามว่าประตูอะไร? พวกเจ้าสาวที่กั้นขวางนั้นบอกว่า ประตูเงิน ชั้นที่ ๒ ประตูเรือน พวกเจ้าบ่าวถามว่าประตูอะไร? พวกเจ้าสาวตอบว่า ประตูทอง ชั้นที่ ๓ ประตูเรือนหอ พวกเจ้าบ่าวถามว่าประตูอะไร? พวกเจ้าสาวตอบว่า ประตูแก้ว เมื่อบอกชื่อประตูถูกต้องดังนี้แล้วพวกเจ้าบ่าวผู้ใหญ่คนหนึ่งเรียกว่า บ่าวนำ ต้องให้เงินแก่พวกเจ้าสาวที่กั้นขวางประตูไว้นั้น คนละสลึงบ้าง ๒ สลึงบ้าง บาทบ้าง เป็นชั้น ๆ กัน ถ้าพวกเจ้าสาวบอกชื่อประตูไม่ถูกต้องตามแบบแล้ว พวกเจ้าบ่าวก็ไม่ใคร่จะให้เงิน หรือบางทีพวกเจ้าสาวกั้นขวางทางไว้มากถึงหลายแห่ง พวกเจ้าบ่าวก็ต้องแจกเงินให้ทั่วไปตามสมควร กว่าจะขึ้นเรือนหอได้ก็เสียเงินมากหลายตำลึง พวกเจ้าสาวยกพานหมาก น้ำชามาเลี้ยงพวกเจ้าบ่าวคนละที่

พิธีรดน้ำ

ครั้นเวลาเย็นพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ เจ้าบ่าวฟังสวดมนต์แต่ผู้เดียว เจ้าสาวไม่ได้มาฟังสวดมนต์พร้อมกัน การสวดมนต์ในชั้นหลังมาเปลี่ยนเป็นทำบุญขึ้นเรือนใหม่ หาได้ให้พระสงฆ์สวดมงคลหรือสาคน้ำดังแต่ก่อนไม่ ครั้นพระสงฆ์สวดจบแล้วก็พักรออยู่พอสมควร ครั้นถึงเวลาที่ผู้ใหญ่ญาติพี่น้องทั้งสองฝ่ายซึ่งได้เชิญมารดน้ำพร้อมกันแล้ว ข้างเจ้าสาวก็จัดที่รดน้ำ มีเตียงปูเสื่ออ่อนปูพรมน้ำมันตามสมควร มีม่านกั้นบังให้เจ้าบ่าวเข้าไปอยู่ในที่นั้นก่อน แล้วเฒ่าแก่พาเจ้าสาวออกมานั่งข้างซ้าย ท่านผู้ใหญ่หยิบมงคลคู่ซึ่งพระสงฆ์ทำไว้มาสวมศีรษะทั้งสองเคียงกัน หมอบก้มหน้าอยู่ ท่านผู้มีบรรดาศักดิ์และบิดามารดาญาติทั้งสองฝ่ายพร้อมกันรดน้ำพระพุทธมนต์ด้วยสังข์และขันสัมฤทธิ์ให้พร ถ้าผู้ใหญ่ก็รดที่ศีรษะ ผู้น้อยรดที่มือ พระสงฆ์สวด ชยนฺโต แต่บางแห่งก็ให้พระสงฆ์กลับวัดเสียก่อนจึงรดน้ำ

พระสงฆ์ที่สวดในการมงคลสมรสนั้น มีวิธีนิมนต์พระสงฆ์เป็นคู่คือ ๘ รูป ๑๐ รูป ๑๒ รูป ๑๔ รูป ฝ่ายชายนิมนต์กึ่งหนึ่ง หญิงนิมนต์กึ่งหนึ่ง

ครั้นรดน้ำเสร็จแล้ว เจ้าบ่าวออกมาผลัดผ้านุ่งมีเงินขอดชายผ้านุ่งไว้ตามสมควร ผ้านุ่งที่ผลัดนั้นเด็กฝ่ายเจ้าสาวต้องมารับไปซักตากเก็บไว้ เงินนั้นเป็นของเด็ก ถ้าไม่มีเงินขอดผ้าไว้ ผ้าที่เด็กรับไปก็ไม่ต้องคืนให้เจ้าบ่าว ให้เป็นรางวัลแก่เด็กไป

ไหว้ผีปู่ย่าตายาย

เมื่อเสร็จพิธีรดน้ำและเลี้ยงดูกันแล้ว บิดามารดาให้เชิญเจ้าบ่าวเข้าไปในเรือน บิดามารดาเจ้าสาวเอาผ้าขาว ๔ คอกปูลงกลางเรือน ยกเตียบกับขวดเหล้า มะพร้าวอ่อนกับผ้าไหว้ผีวางบนผ้าขาว เจ้าบ่าวจุดเทียนแฝดคู่ ธูปคู่ แล้วเฒ่าแก่นำเจ้าสาวมาไหว้ผีปู่ย่าตายายพร้อมกับเจ้าบ่าว เฒ่าแก่ให้เจ้าบ่าวยกมือขวาขึ้นข้างหนึ่ง เจ้าสาวยกมือซ้ายขึ้นข้างหนึ่ง ประนมประสานกราบลงพร้อมกัน ๓ ครั้ง แล้วเจ้าบ่าวออกมาไหว้บิดามารดาญาติเจ้าสาวตามที่ได้จัดผ้าไปนั้นเรียงไปโดยลำดับ บิดามารดาญาติฝ่ายหญิงที่รับไหว้ให้พรและให้เงินสิ่งของแก่เจ้าบ่าว แล้วจัดสิ่งของแถมพกเพื่อนเจ้าบ่าวตามสมควร เพื่อนเจ้าบ่าวพากันกลับไป

ผัวเมียที่จะสมควรเป็นผู้ปูที่นอนให้คู่บ่าวสาวนั้น ต้องประกอบด้วย คุณสมบัติเป็นต้นว่า

  1. อยู่เป็นคู่ผัวตัวเมียกันมาตั้งแต่เป็นหนุ่มสาวจนแก่ด้วยกัน

๒. อยู่เป็นสุขมาด้วยกัน มิได้แตกร้าวกัน

๓. มีหลักฐาน และมีบุตรธิดาสืบวงศ์ตระกูล

๔. เป็นผู้ตั้งอยู่ในศีลธรรม

ผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายต้องปรึกษากัน หาคู่ผัวเมียผู้ทรงคุณสมบัติดังกล่าวมานั้นเป็นผู้ปูที่นอน เมื่อถึงเวลาที่จะเริ่มพิธี ผู้ที่ได้รับเชิญมา (มักเป็นผัว) ลุกขึ้นยืนร้องถามข้อความต่าง ๆ และมีคนคอยตอบ ข้อความที่ถามและตอบนั้นมีดังนี้

ถาม "ถึงกฤษดีหรือยัง?"

ตอบ "ถึงแล้ว"

ถาม "นายบุญมาแล้วหรือยัง?"

ตอบ "มาแล้ว"

ถาม "นายบุญคงเล่ามาแล้วหรือยัง"

ตอบ "มาแล้ว"

แล้วถามถึงคนที่มีชื่อเป็นสวัสดิมงคลอย่างอื่นต่อไปอีกสัก ๓-๔ คน ผู้ตอบก็ตอบว่ามาแล้วทุกครั้งไป เมื่อถามตอบกันเสร็จแล้ว คู่ผัวเมียที่เชิญมาก็หันหน้าชวนกันพูดว่า "ถึงฤกษ์ดีแล้ว ผู้จะมาช่วยอำนวยพรก็มาพร้อมกันแล้ว เรามาช่วยกันปูที่นอนให้เถิด" แล้วคู่ผัวเมียก็ช่วยกันปูที่นอนจนเรียบร้อย แล้วขึ้นไปนั่งเคียงกันบนที่นอน หันหน้าไปทางหัวนอน ไหว้พระสวดมนต์พร้อมกัน พอจบก็ลงนอนเคียงกันบนที่นอน ให้พรบ่าวสาวเป็นคำสนทนากันดังนี้

ผัว "ที่นอนน่านอน ใครนอนเห็นจะอยู่เย็นเป็นสุขสบาย อายุยืนนาน"

เมีย "สบายนักค่ะ ถ้าใครนอนที่นอนนี้คงจะเกิดทรัพย์สินมากมูลพูนทวี มีลูกเต้าน่ารักน่าชม"

ให้พรทำนองนึกอีกหลายอย่าง สุดแต่จะคิดให้ เมื่อจบให้พรแล้วนอน หลับตานิ่ง เหมือนดังหลับอยู่ สักครู่หนึ่งจึงลุกลงจากเตียงเป็นเสร็จพิธี แล้วเอาถั่วงามาโปรยให้พูนดิน ถ้าถั่วงางอกงามก็เป็นที่ยินดี คืนวันนั้นมี มโหรีกล่อมหอเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว

พิธีปูที่นอน

ฝ่ายเฒ่าแก่เจ้าสาวก็จัดเสื้อหมอนที่นอนม่านมุ้งเครื่องเรือนเข้าไปปูตกแต่งพร้อมแล้ว เชิญให้ท่านผู้ใหญ่ที่มีตระกูลทั้งสามีภรรยาซึ่งมีความเจริญด้วยกันเข้าไปปูที่นอน เอาฟักเขียวผลหนึ่ง หม้อใหม่ใส่น้ำหม้อหนึ่ง พานถั่วงาที่เหลือจากเคล้าทุนสินพานหนึ่ง เข้าไปวางไว้ข้างที่นอน เป็นวิธีที่ท่านผู้ใหญ่จะให้พรแก่ทั้งสองฝ่าย ซึ่งได้ทำการมงคลสมรสกันให้มีผลคือน้ำใจบริสุทธิ์สะอาดอยู่เย็นเป็นสุข ให้มีน้ำใจรักกันหนักหน่วงดุจศิลา ถั่วงานั้นเพื่อจะเสี่ยงว่า ถ้าทั้ง ๒ จะมีความเจริญถาวรไปภายหน้าขอให้ถั่วงางอกงามบริบูรณ์

เฒ่าแก่ทั้ง ๒ วางหมอนหนุนศีรษะเรียงหญิงให้นอนซ้าย ชายให้นอนขวาตามคำโบราณ ทั้งสองเฒ่าแก่ผัวเมียนอนก่อนพอเป็นพิธี แล้วให้ศีลให้พรตามสมควร

การส่งตัวเจ้าสาวกับเจ้าบ่าวที่เรือนหอนั้น ต้องหาฤกษ์อีกครั้งหนึ่งตามตำราที่เรียกว่า วันเรียงหมอน ได้ฤกษ์เมื่อใดบิดามารดาจึงจะส่งตัวเจ้าสาวให้เจ้าบ่าว บางทีเจ้าบ่าวต้องนอนเฝ้าหออยู่คนเดียวหลายวัน บางที่ฤกษ์ส่งตัวเจ้าสาวกับฤกษ์ทำการมงคลร่วมวันเดียวกันในวันนั้น บิดามารดาหรือเถ้าแก่ก็นำเจ้าสาวมาส่งให้แก่เจ้าบ่าวที่เรือนหอ ในเวลายามหนึ่งหรือยามเศษ

พิธีส่งตัว

การส่งตัวเจ้าสาวนั้น แต่โบราณมาได้มีประเพณีอย่างหนึ่ง คือเมื่อถึงวันฤกษ์จะส่งตัว บิดามารดาก็สั่งสอนบุตรสาวให้มีคารวะนบนอบยำเกรงเจ้าบ่าว แล้วให้เฒ่าแก่ ๒ คน ๓ คน พาเจ้าสาวไปส่งเจ้าบ่าวที่เรือนหอ เฒ่าแก่ให้เจ้าสาวกราบเจ้าบ่าว แล้วคลานเลยเข้าไปอยู่ในม่าน เจ้าบ่าวก็เคารพไหว้เฒ่าแก่เป็นคำนับแล้ว เฒ่าแก่ให้เจ้าบ่าวยื่นมือเข้าไปในม่าน ให้เจ้าสาวยื่นมือมาจับเกี่ยวกันไว้ แสดงความหมายว่าได้ยอมยกทั้งสองให้เป็นคู่สิทธิ์ขาดแก่กัน แล้วเฒ่าแก่สอนให้เจ้าสาวกราบหมอนเจ้าบ่าวก่อน แล้วจึงนอนลงในที่ของเจ้าสาวก่อนเจ้าบ่าว เพื่อจะให้เป็นเคล็ดให้เจ้าบ่าวมีความยำเกรงเจ้าสาว แล้วสอนเจ้าสาวว่า เมื่อเวลาจะนอนพร้อมกัน ให้กราบเท้าเจ้าบ่าวก่อนทุกวัน จะได้เป็นศรีแก่ตนมีความเจริญไปภายหน้า

เสร็จการสั่งสอนกันแล้ว เฒ่าแก่ก็ออกไปนั่งพูดกับเจ้าบ่าว พูดจาฝากฝังเจ้าสาวยังเป็นเด็กเล็กไม่รู้อะไร ให้เจ้าบ่าวสั่งสอนไปตามชอบใจเถิด เสร็จแล้วเฒ่าแก่ก็ลาเจ้าบ่าวออกไปข้างนอก แต่ลักษณะที่ทำกันโดยมากนั้น ในกลางคืนวันที่รดน้ำนั้นเอง พอบิดามารดาสั่งสอนเจ้าสาวแล้ว บิดามารดาหรือเฒ่าแก่ก็พาเจ้าสาวไปส่งให้เจ้าบ่าวที่ในเรือนหอ ไม่ได้ทำพิธีเกี่ยวก้อยกันอย่างโบราณ

หน้าที่สามี

๑. ยกย่องภรรยา

๒. ไม่ดูหมิ่นภรรยา

๓. ไม่นอกใจภรรยา

๔. มอบความเป็นใหญ่ในบ้านให้ภรรยา

๕. ให้เครื่องแต่งตัว

หน้าที่ภรรยา

๑. การจัดงานดี

๒. สงเคราะห์คนข้างเคียงสามี

๓. ไม่นอกใจ

๔. รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้

๕. ขยันไม่เกียจคร้านทำงานบ้าน