สมัยพุทธกาล

มาสมัยพุทธกาล พิธีนี้ก็ยังคงอยู่ เพราะพระพุทธศาสนายังไม่แพร่หลาย จึงต้องใช้พราหมณ์ ดังเรื่องนางวิสาขาแต่งงาน เรื่องมีอยู่ว่า นางวิสาขา ลูกสาวของธนญชัยเศรษฐีเจ้าเมืองสาเกต ซึ่งอยู่นอกเมืองสาวัตถี ระยะทางประมาณหนึ่งโยชน์ ในเมืองสาวัตถีนั้นมีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อมิคาระเศรษฐี คิดหาเมียให้ลูกชายชื่อบุณณวัฒนะ ลูกชายไม่สมัคร แต่เสียดายพ่อไม่ได้พูดว่า ถ้าได้หญิงประกอบด้วยเบญจกัลยาณี ก็จะทำตามความประสงค์ของพ่อ พ่อถามว่า หญิงที่เจ้าว่านั้นเป็นอย่างไร ลูกชายตอบว่า ได้แก่หญิงที่มีผมงาม เนื้องาม พื้นงาม ผิวงาม และวัยงาม มิคาระเศรษฐีได้ทราบความประสงค์ของลูกชายดังนั้น จึงให้เชิญพราหมณ์ ๘ คนไปถามว่า หญิงประกอบด้วยเบญจกัลยาณีมีอยู่ที่ไหนบ้างหรือไม่ พราหมณ์ทั้ง ๘ คนก็ตอบว่ามี เศรษฐีจึงได้มอบพวงมาลัยทองให้แก่พราหมณ์แล้วสั่งว่า เมื่อพบหญิงที่ต้องการให้เอาพวงมาลัยสวม พราหมณ์ ๘ คนเที่ยวเดินทางไปในประเทศต่าง ๆ เพื่อสืบหานางเบญจกัลยาณี ครั้นไปถึงเมืองสาเกตประจวบเวลานักขัตฤกษ์ เป็นเวลาที่หญิงสาวทั้งหลายออกไปอาบน้ำในแม่น้ำ และเป็นธรรมเนียมที่ทุกคนเดินไปเอง ถึงแม้หญิงผู้อื่นก็ไม่ให้นั่งไปในวอหาม ซึ่งชักม่านปิดไม่ให้ใครเห็นเหมือนในวันปรกติ ดังนี้ ในวันนักขัตฤกษ์ที่เป็นวันอาบน้ำ นั้นชายหนุ่มทั้งหลายย่อมจะไปดูกันเกลื่อนกล่นตามทาง เพื่อจะได้เห็นผู้ดีสาว ๆ ซึ่งนาน ๆ จะได้เห็นสักครั้งหนึ่ง แม้พราหมณ์ ๘ คนก็ไปคอยดูอยู่ด้วย ได้เห็นนางวิสาขามีความงามครบ ๕ ประการ จึงได้เอาพวงมาลัยสวมนางวิสาขาเป็นเครื่องหมายให้รู้ว่า ได้มีผู้หมายหมั้นในตัวนางแล้ว นางวิสาขาถามว่าท่านมาแต่ไหน พราหมณ์ได้ตอบชี้จงความประสงค์ของตนที่เป็นผู้รับอาสามาให้นางฟังจนตลอด เมื่อเป็นที่เข้าใจกันดีแล้ว นางได้เชิญพราหมณ์ไปที่บ้านเพื่อตกลงกับเศรษฐีผู้เป็นบิดา เมื่อพราหมณ์ไปถึงบ้านของนาง ได้แจ้งความประสงค์ของตนให้เศรษฐีทราบ ด้วยความเคารพต่อพราหมณ์ เศรษฐีก็ยินดีที่จะยกลูกสาวของตนให้ แล้วกำหนดวันที่จะทำการสมรส พราหมณ์ทั้ง ๘ พักอยู่ที่บ้านวิสาขา ๒-๓ วัน ก็กลับไปเมืองสาวัตถี แจ้งเรื่องให้มิคาระเศรษฐีทราบ มิคาระเศรษฐีจึงพาลูกชายไปทำพิธีสมรสที่บ้านฝ่ายหญิง การทำพิธีในครั้งนั้นทำกันอย่างมโหฬาร ก่อนวันส่งตัวลูกสาววันหนึ่ง ท่านธนญชัยเศรษฐีได้ให้โอวาทแก่นางวิสาขา ซึ่งเป็นธรรมเนียมว่าผู้หลักผู้ใหญ่จะต้องสั่งสอนลูกของตนที่จะมีเรือนต่อไป โอวาทนั้นมีอยู่ว่า ธรรมดาหญิงที่จะมีผัวควรรักษามารยาท เป็นต้นว่า "ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า" หมายความว่าอย่านำเรื่องในบ้านไปพูดนอกบ้าน และอย่านำเรื่องนอกบ้านอันเป็นเรื่องรำคาญหูเข้ามาในบ้าน ตลอดจนให้รู้จักปฏิบัติผัวทุกประการ

นอกจากนี้พิธีการทำกันดังกล่าวนั้น ยังมีพิธีทำกันเป็นสามัญในสมัยนั้น อย่างอื่นอีก เช่น ชายซื้อหญิงด้วยทรัพย์มากบ้างน้อยบ้างแล้วมาอยู่รวมกัน หรือเมื่อพอใจกันทั้งสองฝ่ายก็ตกลงอยู่ร่วมกันโดยไม่มีพิธีการอะไร หรือหญิง ที่ได้เครื่องอุปกรณ์เรือน มีครก สาก เป็นต้นแล้วยอมเป็นเมีย พิธีนี้ ใช้แต่งงานกับหญิงบ้านนอก หรือพวกญาติจับมือคู่บ่าวสาวจุ่มลงในถาดที่มี น้ำแล้วพูดว่า จงพร้อมเพรียงกันไม่แตกแยกกันเหมือนน้ำนี้เถิด เพียงนี้ก็ เสร็จพิธีแต่งงาน หรือชายเห็นหญิงเก็บผักหักพื้นตามทุ่งไร่ทุ่งนามีผ้าโพก ศีรษะ แล้วเอาผ้าโพกออกจากศีรษะพาไปเรือนของตน เพียงเท่านี้ก็เป็น การแต่งงานกันแล้ว