เจ็ดตำนาน

เจ็ดตำนาน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ราชปริตร สำหรับใช้สวดในพิธีต่างๆ คำว่า ปริตร แปลว่า คุ้มครองป้องกัน พระปริตรนี้เกิดขึ้นในลังกาทวีป ประมาณพุทธศักราช ๕๐๐ ปี เห็นจะเป็นเพราะพวกชาวลังกาที่นับถือพระพุทธศาสนา ปรารถนาศิริมงคล และหวาดหวั่นต่อภยันตรายตามธรรมดาสามัญมนุษย์ จึงไปขอให้พระสงฆ์เถรานุเถระชาวลังกาช่วยหาทางในพระพุทธศาสนาสงเคราะห์ เพื่อให้เกิดศิริมงคลหรือป้องกันภยันตรายให้แก่ตนตามแบบอย่างของพวกพราหมณ์ที่ถือว่าผู้ทรงพระเวท อาจร่ายมนต์ให้เกิดศิริมงคล หรือป้องกันแก้ไขภยันตรายแก่มหาชนได้ เมื่อเป็นดังนี้ พระสงฆ์จึงได้คิดวิธีสวดพระปริตรขึ้นให้สมประสงค์ของประชาชน ได้คิดค้นในพระไตรปิฎก เลือกเอาพระสูตรและคาถาที่สรรเสริญคุณพระรัตนตรัยอันมีตำนานอ้างว่า เกิดขึ้นเนื่องด้วยเหตุการณ์ต่าง ๆ มาสวดเป็นมนต์ เช่นเลือกเอารัตนสูตร ซึ่งมีตำนานว่าพระอานนท์เคยถือคุณพระรัตนตรัยระงับโรคระบาด อันเกิดแต่ความอดอยากที่เมืองไพศาลีมาใช้เป็นมนต์สวด เป็นต้น

พระปริตรคงเกิดขึ้นด้วยเหตุนี้ ในชั้นเดิมจะสวดสูตรไหนหรือคาถาไหน ก็เห็นจะแล้วแต่เหตุการณ์ เช่น นิมนต์ไปสวดเกี่ยวกับพิธีมงคลก็สวดมงคลสูตร ถ้านิมนต์ไปสวดให้คนเจ็บป่วย ก็สวดโพชฌงค์เป็นต้น เมื่อมีคนนิยมแพร่หลายขึ้น ทั้งมีผู้ประสงค์ให้พระสงฆ์สวดพระปริตรเพื่อเหตุการณ์อื่น ๆ กว้างขวางออกไป พระสงฆ์ก็ค้นหาพระสูตรและคาถาในพระไตรปิฎกมาสวดเป็นพระปริตรมากขึ้นเป็นลำดับ

ต่อมา เห็นจะเป็นพระราชประสงค์ของพระเจ้าแผ่นดินลังกาที่ทรงเห็นว่า พระสูตรและคาถาที่พระสงฆ์เลือกไปสวดให้ถูกต้องตามเหตุการณ์อยู่ข้างจะสั้นไป และบางที่มีงานหลวง พระสงฆ์จะเลือกไม่เป็นที่ถูกพระราชอัธยาศัย จึงรับสั่งให้พระสังฆเถระคิดปรุงพระปริตรขึ้นสำหรับสวดในงานหลวง ให้มีทั้งฝ่ายเจริญศิริมงคล และฝ่ายที่จะคุ้มครองป้องกันอุบัติเหตุอันตรายรวมอยู่ด้วยกัน แต่ไม่ให้ยืดยาวนัก พระสังฆเถระจึงเลือกพระปริตรต่าง ๆ เพิ่มเข้าเรียกว่า ราชปริตร แปลว่า มนต์คุ้มครองพระเจ้าแผ่นดิน

เมื่อมีราชปริตรเป็นแบบสำหรับสวดในพิธีหลวงขึ้นดังนี้ ประชาชนต่างก็เกิดนิยมอยากให้สวดพระปริตรนั้นในที่อื่นบ้าง จึงเป็นประเพณีสืบมา เรียกราชปริตรอย่างชนิดเจ็ดตำนานว่า จุลราชปริตร อย่างสิบสองตำนานว่า มหาราชปริตร

เจ็ดตำนาน คือมนต์เป็นเครื่องป้องกันภัยซึ่งมีอยู่เจ็ดสูตร และสูตรหนึ่ง ๆ ก็มีตำนาน คือเรื่องราวที่ให้เกิดสูตรนั้น ๆ ขึ้น จะได้กล่าวถึงตำนานแต่ละสูตรในเจ็ดตำนานต่อไป

บทที่ ๑ มงคลสูตร

มงคลสูตร ว่าด้วยเหตุให้เกิดศิริมงคล มีคำสวดขึ้นต้นว่า อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา... พระสูตรนี้มีตำนานมาว่า

มหาชนในชมพูทวีปทั้งหญิงและชาย ประชุมกันในที่ต่าง ๆ เช่น ประตูเมืองและในศาลานั่งพักเป็นต้น แล้วให้เงินแก่คนที่เล่านิทาน คนที่รู้นิทานก็เล่าเรื่องต่าง ๆ เช่น เรื่องชิงนางสีดา และมหาภารตยุทธเป็นต้น อันเป็นเรื่องนอกพระศาสนา เรื่องหนึ่ง ๆ กว่าจะเล่าจบก็นับเวลาเป็นเดือน ๆ ครั้งหนึ่งคุยกันถึงเรื่องมงคล ก็เกิดมีปัญหาขึ้นในที่ประชุมกันว่า อะไรเป็นมงคล ใครรู้จักบ้าง บางคนตอบว่า รูปที่เห็นเช่นรูปช้างเผือกและม้าอัสดรเป็นต้น นั่นแหละเป็นมงคล บางคนว่าเสียงที่ได้ยิน เช่น เสียงขับร้องพิณพาทย์ ระนาด ฆ้อง เป็นต้น นั่นแหละเป็นมงคล บางคนว่า กลิ่นหอมหรือรสโอชาที่สูดดมลิ้มเลียเข้าไปนั้นแหละเป็นมงคล เป็นอันว่าไม่ตกลงกันได้แน่ว่าอะไรเป็นมงคล เถียงกันไปเถียงกันมาไม่สิ้นสุดเป็นเวลาถึง ๑๒ ปี จึงพากันเข้าไปเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาค ณ เชตวันมหาวิหาร กราบทูลถามถึงเรื่องมงคล พระองค์จึงตรัสมงคลสูตรนี้ว่าด้วยสิ่งที่เป็นมงคล ๓๘ ประการ คือการไม่คบพาล การคบบัณฑิต การบูชาวัตถุหรือบุคคลที่ควรบูชา อยู่ในประเทศอันสมควร ทำความดีไว้ในกาลก่อน ตั้งตนไว้ชอบ คงแก่เรียน มีศิลปะ เคร่งครัดในวินัย พูดดี บำรุงมารดาบิดา สงเคราะห์ลูก สงเคราะห์เมีย การงานไม่อากูล ให้ทาน ประพฤติธรรม สงเคราะห์ญาติ ประกอบการงานที่ไม่ผิด งดเว้นความชั่ว สังวรในการดื่มน้ำเมา ไม่ประมาทในความดี มีความเคารพไม่จองหอง สันโดษ รู้คุณท่าน ฟังธรรม อดทน ว่าง่าย เห็นสมณะ สนทนาธรรม เพียรประพฤติพรหมจรรย์ เห็นอริยสัจทั้ง ๔ ทำพระนิพพานให้แจ้ง ไม่หวั่นไหวในโลกธรรม ไม่เศร้าโศก ไม่เศร้าหมองใจ ปลอดโปร่ง นี้เป็นมงคลสูงสุด ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในมงคลสูตร มหาชนเมื่อได้สดับดังนั้นก็หายสงสัย มงคลสูตรนี้จึงเป็นสูตรสำหรับสวดในการขอให้เกิดสวัสดิมงคลแก่พิธีทำประการหนึ่ง

บทที่ ๒ รัตนสูตร

รัตนสูตร ว่าด้วยรัตนะ ๓ คือ พุทธรัตนะ ธัมมรัตนะ สังฆรัตนะ

มีคำสวดขึ้นต้นว่า ยนีธ ภูตานิ สมาคคานี... พระสูตรนี้มีตำนานมาว่า...

เจ็ดตำนาน

ครั้งหนึ่งในเมืองไพศาลีเกิดทุพภิกขภัย ฝนแล้งข้าวแพงผู้คนล้มตายกันเป็นอันมากเพราะความอดอยาก เมื่อตายแล้วก็นำเอาศพไปทอดทิ้งไว้นอกเมือง กลิ่นเหม็นตลบไปทั่วเมือง ไม่ช้าก็เกิดอหิวาตกโรคขึ้นอีก ชาวเมืองจึงพากันคิดว่า พระเจ้าแผ่นดินทรงประพฤติไม่ดีอย่างไร จึงทำให้เกิดภัยพิบัติเช่นนี้

พระเจ้าแผ่นดินทรงอนุญาตให้ชาวเมืองตรวจดูว่า พระองค์ทรงประพฤติไม่ดีอย่างไรก็ให้กล่าวโทษขึ้น ชาวเมืองไม่สามารถกล่าวได้ว่า พระเจ้าแผ่นดินประพฤติไม่เป็นธรรมอย่างไร จึงพากันคิดจะระงับภัยอันนี้ โดยหาผู้ประเสริฐมาระงับ จึงตกลงพากันไปอาราธนาสมเด็จพระผู้มีพระภาคจากเมืองราชคฤห์มาเมืองไพศาลี สมเด็จพระผู้มีพระภาครับอาราธนา แล้วเสด็จไปเมืองไพศาลีพร้อมด้วยพระสาวก ๕๐๐ รูป ระหว่างเมืองไพศาลีกับกรุงราชคฤห์นั้นมีแม่น้ำกว้างใหญ่เป็นเขตกั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคจึงเสด็จลงสู่นาวาข้ามไป สิ้นระยะทาง ๘ วันจึงถึงเมืองไพศาลี

เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเสด็จถึงเมืองไพศาลีแล้ว ฝนตกลงมาห่าใหญ่ น้ำท่วมพื้นถึงหัวเข่า พัดพาเอาซากศพลอยไปในแม่น้ำ ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพระอานนท์มาตรัสว่า "อานนท์ เธอจงเรียนเอารัตนสูตรนี้ เมื่อเรียนแล้วจงไปสวดภายในกำแพงเมือง" แล้วพระองค์จึงตรัสรัตนสูตรนี้ อันมีเนื้อความสรรเสริญแก้ววิเศษ ๓ ประการ คือ พุทธรัตนะ ธัมมรัตนะ สังฆรัตนะ ซึ่งไม่มีแก้วอื่นเสมอเหมือน ทำให้ผู้สวด ผู้ฟัง ผู้บูชา และผู้ระลึกถึงประสบความสวัสดี

พระอานนท์เมื่อเรียนรัตนสูตรจากสมเด็จพระผู้มีพระภาคแล้วจึงถือเอาบาตรน้ำมนต์ของพระผู้มีพระภาคไปยืนอยู่ที่ประตูพระนครแล้วรำลึกถึงพระพุทธคุณ ต่อจากนั้นก็เที่ยวประน้ำมนต์สาดไปทั่วพระนคร น้ำมนต์ที่พระอานนท์สาดไปนั้นได้ไปตกถูกพวกภูตผีปีศาจในขณะที่กล่าวคำว่า ยังกิญจิ พวกภูตผีปีศาจก็หนีไปสิ้น พอกล่าวคำว่า ยานิธาภูตานิ หยาดน้ำมนต์ก็ตกไปถูกพวกมนุษย์ที่กำลังเจ็บไข้ ในทันใดนั้นโรคภัยก็หายไปสิ้น ตั้งแต่นั้นมาชาวเมืองก็อยู่กันโดยปราศจากโรคภัยเบียดเบียน ความเจริญสิริสวัสดิ์ก็เกิดมีแก่ราชตระกูลและชาวเมือง พระสูตรนี้จึงถือว่าเครื่องบรรเทาอุบัติภัยให้หมดสิ้นไปอันสมกับเรื่องที่ให้เกิดพระสูตรนี้ขึ้น

บทที่ ๓ กรณียเมตตสูตร

กรณียเมตตสูตร ว่าด้วยการเจริญเมตตามีคำสวดขึ้นต้นว่า

กรณียะมัตถะกุสะเลนะ
ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ
สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ
สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี
สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ
อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ
สันตินทริโย จะ นิปะโก จะ
อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ
นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ
เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง
สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ
สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ
ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา
ทีฆา วา เย มะหันตา วา
มัชชิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา
ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา
เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร
ภูตา วา สัมภะเวสี วา
สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา

กรณียเมตตสูตร พระสูตรนี้มีนามว่า:

ภิกษุ ๕๐๐ รูป เรียนพระกัมมัฏฐานในสำนักสมเด็จพระผู้มีพระภาคแล้ว คิดจะบำเพ็ญสมณธรรมในที่สงัด จึงพากันเดินทางไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ตามปกติชาวบ้านในหมู่นั้นก็เป็นผู้มีความเลื่อมใสอยู่แล้ว แต่พอได้เห็นภิกษุเหล่านั้นเข้าก็ยิ่งเกิดปีติโสมนัสมากขึ้น เพราะยากที่จะได้เห็นภิกษุตามบ้านนอก จึงนิมนต์ให้เข้าไปพักในหมู่บ้านแล้วช่วยกันจัดอาหารถวาย ต่างพากันอ้อนวอนขอให้อยู่ในที่นั้นตลอด ๓ เดือน แล้วช่วยกันสร้างกุฏิสำหรับเป็นที่บำเพ็ญสมณธรรม ๕๐๐ หลัง ตั้งน้ำใช้น้ำฉันไว้สำหรับกุฏินั้น ๆ

เหล่าเทวดาที่สิงสู่อยู่ที่นั้นพากันเดือดร้อนเพราะผู้มีศีลมาอยู่ บางตนต้องระเหระหนหาที่อยู่ใหม่ จึงคิดที่จะทำให้ภิกษุเหล่านั้นหวาดกลัว แล้วจะได้ไปเสียจากที่นั้น ต่างพากันแสดงอาการที่น่ากลัวต่าง ๆ หลอกหลอนภิกษุ บางพวกก็แสดงไม่มีหัว บางพวกก็แสดงให้เห็นเพียงครึ่งตัว บางพวกก็ทำเสียงเยียบเย็นโหยหวนน่าหวาดเสียว เมื่อภิกษุทั้งหลายได้เห็นได้ยินดังนั้น ก็เกิดความหวาดกลัว ต่างมีร่างกายซูบซีดเศร้าหมองผอมเหลือง ไม่อาจทำจิตใจให้แน่วแน่ลงได้ จึงพากันไปเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาค กราบทูลให้ทรงทราบถึงอารมณ์ที่น่ากลัว จนไม่สามารถที่จะบำเพ็ญสมณธรรมได้

สมเด็จพระผู้มีพระภาคจึงทรงประทานอาวุธให้ภิกษุเหล่านั้นสำหรับป้องกันตัว อาวุธก็คือกรณียเมตตสูตรนี้เอง อันมีเนื้อความขอให้บุคคลเป็นผู้อาจหาญ ซื่อตรง ว่าง่าย อ่อนโยน ไม่เย่อหยิ่ง มีสันโดษ เลี้ยงง่าย ไม่คะนอง ไม่ประกอบกรรมที่ผู้รู้ติเตียน แผ่เมตตาไปในหมู่สัตว์ทั้งหลาย ขอให้เขามีความสุข อย่าข่มเหงเบียดเบียนกัน อย่าดูหมิ่นกัน อย่าหาทุกข์ให้กันเป็นต้น

พระองค์ทรงให้ภิกษุเหล่านั้นสาธยายพระสูตรนี้เสมอ ๆ แล้วตรัสให้ภิกษุเหล่านั้นกลับไปบำเพ็ญสมณธรรม ณ ที่เดิมนั้นอีก ภิกษุทั้งหลายก็กราบถวายบังคมลาสมเด็จพระผู้มีพระภาคกลับไป พอไปถึงก็เริ่มสาธยายพระสูตรนี้ ตั้งแต่นอกวัดจนถึงในวัด เหล่าเทวดาก็เกิดเมตตา มิได้สำแดงอาการอันน่าหวาดเสียวั้นอีกต่อไป ภิกษุเหล่านั้นจึงบำเพ็ญสมณธรรมได้อย่างเต็มที่ พระสูตรนี้ถือกันว่าทำให้ภูตผีปีศาจรักใคร่ไม่มารบกวน

บทที่ ๔ ขันธปริตร

ขันธปริตร ว่าด้วยพระพุทธมนต์สำหรับป้องกันตัว มีคำสวดขึ้นต้น ว่า วิรูปักเขหิ เม เมตตา เมตุติ เอราปเถหิ ... บทนี้มีตำนานมาว่า

ภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัดที่นิ้วเท้า ทนกำลังพิษไม่ไหว ก็มรณภาพลง พวกภิกษุอื่น ๆ จึงประชุมสนทนาปรารภเรื่องที่ภิกษุถูกงูกัดแล้วมรณภาพ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเสด็จมาตรัสถามถึงเรื่องที่สนทนากัน ภิกษุเหล่านั้น กราบทูลให้ทรงทราบ พระองค์จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ชะรอยเธอจะไม่ได้ เจริญเมตตาไปในสกุลพญางูทั้ง ๔ เพราะฉะนั้นตั้งแต่นี้ไปเธอจงพากันเจริญเมตตาไปในสกุล พญางูทั้ง ๔ แล้วพระองค์จึงตรัสขันธปริตรอันมีเนื้อความว่า ไมตรีของเรา จงมีแก่สกุลพญางูวิรูปักข์ พญางูเอราปถ พญางูฉัพยาบุตร พญางูกัณหา โคตมะ ตลอดทั้งสัตว์สองเท้า สี่เท้า เท้ามาก อย่าเบียดเบียนเรา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทรงพระคุณไม่มีประมาณ สัตว์ทั้งหลายเช่น จิ้งจก แมลง ป่อง ตะเข็บตะขาบเป็นต้น มีประมาณไม่มากเหมือนคุณพระรัตนตรัย เรา ทำการนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอยู่ ขอให้สัตว์ร้ายจงหลีกไป ฉะนี้ บทนี้ ถือกันว่าป้องกันภัยจากอสรพิษต่าง ๆ

บทที่ ๕ ธชัคคสูตร

ธชัคคสูตร ว่าด้วยการเคารพธง และระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย

มีคำสวดขึ้นต้นว่า เอวมเม สุตัง เอกัง สมยัง ภควา หรือถ้าสวดย่อก็ขึ้นต้นว่า เรียกภิกษุทั้งหลายมาประชุมกัน แล้วมีพระพุทธพจน์ว่า ภิกษุทั้งหลาย ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาแล้วเคยมีเรื่องว่าเทวดากับอสูรทำสงครามกัน เมื่อศึกประชิดกัน ท้าวสักกะซึ่งเป็นใหญ่ในหมู่เทวดา เรียกเทวดามาสั่งว่า ถ้าเทวดาเกิดความกลัวหรือหวาดสะดุ้ง หรือขนพองสยองเกล้าขึ้น ให้แลดูชายธงของเรา หรือชายธงของปชาบดีเทวราช หรือชายธงของวรุณเทวราช หรือชายธงของอิสาณเทวราช จะทำให้หายกลัวหายหวาดสะดุ้งหายขนพองสยองเกล้า

ภิกษุทั้งหลาย การแลดูชายธงของเทวราชเหล่านั้นทำให้หายกลัว หายหวาดสะดุ้ง หายขนพองสยองเกล้าก็ได้ ไม่หายก็ได้ ทั้งนี้เพราะท้าวสักกะยังไม่สิ้นกิเลส คือยังมีราคะ โทสะ โมหะ ยังมีความกลัว ความหวาดสะดุ้ง ยังเป็นผู้หนี ส่วนเราจะกล่าวดังนี้ว่าถ้าเธอทั้งหลายไปอยู่ป่าก็ตาม อยู่โคนไม้ก็ตาม หากเกิดความกลัว ความหวาดสะดุ้ง หรือขนพองสยองเกล้าขึ้น พึงระลึกถึงเราด้วยบทว่า อิติปิโส ภควา อรหัง สมาสัมพุทโธ เป็นต้น หรือระลึกถึงพระธรรมด้วยบทว่า สวากขาโต ภควตา ธัมโม เป็นต้น หรือระลึกถึงพระสงฆ์ด้วยบทว่า สุปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ เป็นต้น จะทำให้หายกลัว หายหวาดสะดุ้งหายขนพองสยองเกล้า ทั้งนี้เพราะเราตถาคตเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ้นราคะ โทสะ โมหะ หมดกลัว หมดสะดุ้ง หมดหนี ดังนี้

นี่เป็นเนื้อความในธชัคคสูตร พระสูตรนี้เป็นบทระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เพื่อกำจัดความกลัวความหวาดสะดุ้งจากภัยพิบัติต่าง ๆ

บทที่ ๖ อาฏานาฏิยปริตร

อาฏานาฏิยปริตร บทนี้เกิดที่เมืองอาฏานาฏิยนคร จึงมีชื่ออย่างนั้น มีคำสวดขึ้นต้นว่า วิปัสสิสิสุ นมตุถุ จกขุมนุตสุ สิริมโต... มีตำนาน มาว่า:—

ครั้งหนึ่งท้าวมหาราชทั้ง ๔ คือ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักข์ และท้าวเวสสวัณ ตั้งใจจะพากันลงไปเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาค ซึ่งประทับอยู่ ณ เขาคิชฌกูฏเมืองราชคฤห์ แต่มาหวลนึกถึงดาวดึงส์พิภพ เกรงไปว่า ถ้าพวกอสูรรู้ว่าไม่มีใครอยู่ก็จะพากันมากวน ถ้ากลับไม่ทันก็จะเสียการ จึงจัดตั้งกองทหาร ๔ กองไว้รักษาทิศทั้ง ๔ ท้าวธตรฐตั้งทหารคนธรรพ์แสนหนึ่งไว้รักษาทิศตะวันออก ท้าววิรุฬหกตั้งทหารกุมภัณฑ์แสนหนึ่งไว้รักษาด้านทิศใต้ ท้าววิรูปักข์ตั้งทหารนาคแสนหนึ่งไว้รักษาทิศตะวันตก ท้าวเวสสวัณตั้งทหารยักษ์แสนหนึ่งไว้รักษาด้านทิศเหนือ เมื่อจัดตั้งกองทหารป้องกันเรียบร้อยแล้ว จึงประชุมกันที่อาฏานาฏิยนคร ผูกอาฏานาฏิยปริตรประกาศขึ้นในที่ประชุม เสร็จแล้วพากันมาเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาค พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก เหล่าบริวารที่มาเฝ้านั้นแสดงอาการต่าง ๆ กัน บางพวกก็กราบบังคม บางพวกก็ประกาศชื่อของตน บางพวกก็นิ่งเสีย

ท้าวเวสสวัณจึงประคองอัญชลี นอบน้อมกราบทูลว่า ข้าแต่สมเด็จพระผู้มีพระภาค บรรดาผู้ที่มาประชุมเฝ้าพระองค์ในวันนี้ บางพวกก็เลื่อมใส บางพวกก็ไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ผู้ที่เลื่อมใสมีน้อย ผู้ที่ไม่เลื่อมใสมีมาก เพราะพระพุทธองค์แสดงธรรมล้วนแต่จะให้ตั้งอยู่ในศีล ๕ บางพวกก็ชอบใจ บางพวกก็ไม่ชอบใจ ทั้งนี้เป็นเหตุให้บรรดาสาวกของพระพุทธองค์ ที่ไปบำเพ็ญสมณธรรมตามป่าที่สงัดไม่มีความสบาย เพราะพวกยักษ์ ผี ปีศาจ ที่ไม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา คอยเบียดเบียนหลอกหลอนให้เจ็บไข้เป็นอันตรายต่าง ๆ ข้าแต่สมเด็จพระผู้มีพระภาค ตั้งแต่นี้ไปขอพระองค์ทรงรับอาฏานาฏิยปริตรนี้ไว้ประทานแก่พระสาวกของพระองค์ และให้เจริญไว้เสมอ ๆ เถิด ยักษ์ ผี ปีศาจจะได้ไม่รบกวน อำนาจพระปริตรนี้อาจสามารถป้องกันอุบัติวินาศภัยทั้งปวงได้

เมื่อท้าวเวสสวัณกราบทูลวิงวอนพร้อมด้วยขอประทานโอกาสให้พระผู้มีพระภาคทรงรับเอาพระปริตรนี้แล้ว เมื่อเห็นว่าพระองค์เปิดโอกาสรับด้วยพระอาการนิ่งอยู่ จึงแสดงอาฏานาฏิยปริตรถวาย มีคำว่า วิปัสสิสิสุส วมตถุ เป็นต้น อันมีเนื้อความสรรเสริญพระพุทธคุณของพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ คือ พระวิปัสสี ๑ พระสิขี ๑ พระเวสสภู ๑ พระกุกสันธะ ๑ พระโกนาคมนะ ๑ พระกัสสปะ ๑ พระอังคีรสะ ๑ และนอบน้อมพระพุทธเจ้าเหล่านั้นด้วยวาจาและใจทั้งในเวลานอน เวลานั่ง เวลายืน และเวลาเดิน ขอให้พระพุทธเจ้าเหล่านั้นคุ้มครองรักษาให้พ้นภัย ให้พ้นโรค ให้พ้นความเดือดร้อน หมดเวรหมดจัญไรมีแต่ความสุขตลอดไป พระปริตรนี้ถือว่าถ้าผู้ใดหมั่นเจริญอยู่เป็นนิตย์ ยักษ์ ผี ปีศาจก็จะช่วยคุ้มครอง ให้มีแต่ความสุขความเจริญ

อนึ่ง อาฏานาฏิยปริตรนี้มีเรื่องพิสดารอยู่ในอาฏานาฏิยสูตร พระสูตรนี้เคยใช้สวดในพระราชพิธีเดือน ตรงกับพิธีตรุษ เป็นประจำทุกปี เรียกว่า สวดภาณยักษ์ ภาณพระ และสวดที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทบ้าง ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยบ้าง ในพระบรมมหาราชวัง เพิ่งจะเลิกมาไม่กี่ปีนี่เอง

บทที่ ๗ อังคุลิมาลปริตร

อังคุลิมาลปริตร และ โพชฌังคปริตร อังคุลิมาลปริตร ว่าด้วยมนต์ของพระองคุลิมาล มีคำสวดขึ้นต้นว่า ยโตหิ ภคินิ อริยาย ชาติยา ชาโต... บทนี้มีตำนานมาว่า:

อหิงสกกุมาร ลูกชายปุโรหิต อาจารย์พระเจ้าโกศล เมื่อเจริญวัยบิดามารดาส่งไปเรียนศิลปศาสตร์ยังสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เมืองตักกสิลา อหิงสกกุมารเป็นคนฉลาด ปัญญาดี เรียนเก่ง และรู้จักเอาใจใส่ปรนนิบัติอาจารย์ จนอาจารย์รักยิ่งกว่าศิษย์อื่น ๆ ข้อนี้เป็นเหตุให้ศิษย์ทั้งหลายริษยา คิดหาความร้ายใส่อหิงสกกุมาร จึงปรึกษากันว่า ถ้าเราจะหยิบยกโทษเจ้าอหิงสกกุมารขึ้นบอกอาจารย์ว่าเป็นคนไม่เอาใจใส่ในการเรียน หรือไม่รู้จักปรนนิบัติท่านอาจารย์ก็ไม่ได้ เพราะเขาดีกว่าเรา ทั้งเรียนก็เก่ง ปรนนิบัติก็ดี แต่มีทางที่จะทำอย่างอื่นได้ จึงพากันเข้าไปหาอาจารย์แล้วกล่าวว่า ท่านอาจารย์ พวกผมได้ทราบมาว่าเจ้าอหิงสกกุมารคิดจะทำร้ายท่านอาจารย์ ขอให้ท่านอาจารย์ระวังตัวให้ดี

อาจารย์ทิศาปาโมกข์ไม่เชื่อคำยุยงของศิษย์เหล่านั้น กลับไล่ตะเพิดออกไปแล้วพูดว่าเจ้าพวกนี้มีแต่อิจฉาริษยา จะมายุให้พวกเราฆ่าลูกเขาโดยไม่มีเหตุ ศิษย์เหล่านั้นจึงพูดว่า เมื่อท่านอาจารย์ไม่เชื่อก็คอยดูไปเถิด ต่อมาศิษย์เหล่านั้นก็ไปยุยงอาจารย์อีก อาจารย์ครั้นถูกยุยงบ่อย ๆ เข้าก็ชักจะเชื่อ จึงคิดกำจัดอหิงสกกุมาร แต่ครั้นจะฆ่าด้วยตนเองก็เกรงจะเสียชื่อเสียง จึงหาอุบายที่จะให้คนอื่นช่วยฆ่า

วันหนึ่งอาจารย์เรียกอหิงสกกุมารมาพูดว่า เจ้าจงไปฆ่าคนให้ครบ ๑,๐๐๐ คน เราจึงจะบอกศิลปะให้ อหิงสกกุมารรับด้วยความอยากได้ศิลปะ จึงคว้าดาบลาอาจารย์ออกเที่ยวฆ่าคน ฆ่าได้คนหนึ่งก็ตัดนิ้วหนึ่งร้อยเป็นพวงไว้ ตั้งแต่นั้นมาจึงมีชื่อใหม่ว่า องคุลีมาลโจร แปลว่าโจรนิ้วพวงมาลัย

โจรองคุลิมาลเที่ยวฆ่าคนโดยนัยนี้ได้ ๙๙๕ คน อีกคนเดียวจะครบ ๑,๐๐๐ มหาชนต่างขนพองสยองเกล้า เมื่อได้ยินชื่อองคุลิมาล ต่างพากันอพยพหลบหนีไปไกลแสนไกล โจรองคุลิมาลก็พยายามเที่ยวหาคนที่จะฆ่า อีกคนเดียวก็ยังไม่ได้ เที่ยวเตร็ดเตร่ไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยอิดโรย ไม่เป็นอันกินอันนอน

วันหนึ่ง สมเด็จพระบรมศาสดาทรงทราบด้วยพระญาณว่าโจรองคุลิมาลนี้ยังมีอุปนิสัยพอที่จะโปรดให้เป็นคนดีได้ ในเช้าวันนั้นพระองค์จึงเสด็จเข้าไปบิณฑบาต ผ่านหน้าโจรองคุลิมาลไป โจรองคุลิมาลพอเหลือบเห็นสมเด็จพระผู้มีพระภาคก็ตรงรี่เข้าใส่ คิดแต่ในใจว่าสมณะนี้แหละจะทำให้ครบ ๑,๐๐๐ เสียที สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงดำเนินโดยปกติ แต่โจรองคุลิมาลวิ่งเท่าไรก็ไม่ทัน ทั้งเหนื่อยทั้งเมื่อยเหงื่อไหลไคลย้อย เมื่อเห็นไม่ทันแน่ก็หยุดตะโกนว่า สมณะหยุดก่อน พระผู้มีพระภาคตรัสว่า องคุลิมาล เราหยุดแล้ว ท่านสิยังไม่หยุด ขณะตรัสนั้นพระองค์ก็ดำเนินไปเรื่อย ๆ โจรองคุลิมาลยิ่งบันดาลโทสะมากขึ้น ตะโกนไปอีกว่า สมณะพูดโกหก บอกกับเราว่าหยุดแล้วยังเดินไป ส่วนเราหยุดอยู่แท้ ๆ ยังว่าไม่หยุดได้ สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสว่า องคุลิมาล เราเป็นผู้หยุดคือหยุดจากการทำชั่ว หยุดจากสิ่งเดือดร้อน หยุดโดยไม่ต้องไปรับทุกข์ในภพต่อ ๆ ไป ส่วนท่านสิเป็นผู้ไม่หยุดเพราะมุ่งจะประกอบกรรมลามกอยู่เรื่อยไป มุ่งประหัตประหารคนอยู่ร่ำไป ท่านจะต้องเดือดร้อนไปอีกนานนัก พอตรัสเท่านี้องคุลิมาลก็ได้สำนึกรู้สึกตัวขึ้นมาทันที เหวี่ยงดาบทั้งละพยศยอมตัวเข้าไปกราบถวายบังคมสมเด็จพระผู้มีพระภาค ทูลขอให้พระองค์เป็นที่พึ่ง สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสกล่อมเกลาใจองคุลิมาลจนบริสุทธิ์แล้ว จึงประทานอุปสมบทให้ เปลี่ยนจากโจรองคุลิมาลผู้โหดร้ายเป็นพระองคุลิมาลผู้ทรงศีลน่าเลื่อมใส พระองค์ทรงพามายังวัดเชตวันมหาวิหาร เมื่อท่านออกบิณฑบาต มหาชนเห็นเข้าก็ส่งเสียงร้องบอกกันต่อ ๆ ไปว่า โจรองคุลิมาลปลอมตัวจะมาฆ่าเราแล้ว ต่างพากันแตกตื่นอุ้มลูกจูงหลานหนีอยู่เกรียวกราว ไม่อาจอยู่มองหน้าองคุลิมาลได้ ด้วยกลัวแสนกลัว เป็นอันไม่ได้ข้าวสักทัพพีเดียวในวันนั้น รุ่งขึ้นไปบิณฑบาตอีก ผู้คนเห็นต่างก็พากันหนีวุ่นวายเช่นวันก่อน ขณะนั้นมีหญิงท้องแก่คนหนึ่งวิ่งหนีลอดรั้ว แต่ท้องใหญ่ลอดไม่ได้ ด้วยความซอกซ้ำประกอบกับความตกใจทำให้คลอดไม่สะดวก บรรดาญาติจึงปรึกษากันว่าพระองคุลิมาลคงไม่ทำร้ายใคร และหญิงคนนี้คลอดยากเพราะท่านเป็นเหตุ เราควรนิมนต์ท่านมาแล้วเล่าเนื้อความเรื่องหญิงคนนั้นให้ท่านฟัง ท่านคงจะช่วยได้บ้างกระมัง เมื่อปรึกษาตกลงแล้ว จึงให้ชายคนหนึ่งไปนิมนต์พระองคุลิมาล จัดที่ให้ท่านนั่งเรียบร้อยแล้ว ก็เล่าถึงมูลเหตุที่หญิงคลอดยากให้ท่านฟัง พระองคุลิมาลจึงตั้งสัตยาธิษฐานว่า "ยโตห์ ภคินิ อริยาย ชาติชาโต" เป็นต้น มีความว่าเราตั้งแต่เกิดมาในอริยชาติมิได้แกล้งจะฆ่าสัตว์โดยเจตนา ด้วยคำสัตย์นี้ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของท่าน ด้วยอำนาจคำสัตย์ขององคุลิมาล หญิงนั้นก็คลอดบุตรโดยสะดวก องคุลิมาลปริตรนี้ถือกันว่าทำให้เกิดสวัสดีและคลอดลูกง่าย

โพชฌงคปริตร เป็นพระพุทธมนต์ว่าด้วยโพชฌงค์เจ็ด โพชฌงค์ แปลว่า ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้ มีคำสวดขึ้นต้นว่า โพชฌงฺโค สติสํฺขาโต ธมฺมานํ วิจโย ตถา... มีเรื่องกล่าวไว้ว่า:

ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ที่เวฬุวันวิหาร เย็นวันหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จไปเยี่ยมพระมหากัสสปที่ถ้ำปีบผลิ เวลานั้นพระมหากัสสปอาพาธหนัก ได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส พระพุทธองค์เมื่อเสด็จไปถึงก็ประทับนั่งบนอาสนะที่ตกแต่งไว้ จึงตรัสเทศนาโพชฌงค์เจ็ด คือ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ พร้อมกับแสดงอานิสงส์แห่งการเจริญโพชฌงค์ พระมหากัสสปเมื่อได้ฟัง ก็เพลิดเพลินภาษิตของสมเด็จพระผู้มีพระภาค เลยหายจากอาพาธในขณะนั้น

ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นพระมหาโมคคัลลาน์อาพาธหนัก พระองค์จึงเสด็จเข้าไปถึงที่อยู่ของพระมหาโมคคัลลาน์ แล้วตรัสเทศนาโพชฌังคปริตรเหมือนกับที่ทรงแสดงแก่พระมหากัสสป เมื่อจบเทศนา พระมหาโมคคัลลาน์ก็มีใจดีขึ้น เพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาคเลยหายจากโรคทันที

คราวหนึ่ง สมเด็จพระผู้มีพระภาค ทรงประชวรหนักเสวยทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส รับสั่งให้พระมหาจุนทะแสดงโพชฌงค์ เมื่อพระมหาจุนทะแสดงโพชฌงค์จบ สมเด็จพระผู้มีพระภาคก็ทรงหายจากประชวรในทันที

โพชฌงคปริตรนี้ถือกันว่าเป็นมนต์ต่ออายุ จึงใช้สำหรับสวดต่ออายุคนเจ็บ