บทที่ ๗ อังคุลิมาลปริตร

อังคุลิมาลปริตร และ โพชฌังคปริตร อังคุลิมาลปริตร ว่าด้วยมนต์ ของพระอังคุลิมาล มีคำสวดขึ้นต้นว่า ยโตหิ ภคินิ อริยาย ชาติยา ชาโต... บทนี้มีตำนานมาว่า: -

อหิงสกกุมาร ลูกชายปุโรหิต อาจารย์พระเจ้าโกศล เมื่อเจริญวัยบิดา มารดาส่งไปเรียนศิลปศาสตร์ยังสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เมืองตักกสิลา อหิงสกกุมารเป็นคนฉลาด ปัญญาดี เรียนเก่ง และรู้จักเอาใจใส่ปรนนิบัติ อาจารย์ จนอาจารย์รักยิ่งกว่าศิษย์อื่น ๆ ข้อนี้เป็นเหตุให้ศิษย์ทั้งหลายริษยา คิดหาความร้ายใส่อหิงสกกุมาร จึงปรึกษากันว่า ถ้าเราจะหยิบยกโทษเจ้า อหิงสกกุมารขึ้นบอกอาจารย์ว่าเป็นคนไม่เอาใจใส่ในการเรียน หรือไม่รู้จัก ปรนนิบัติท่านอาจารย์ก็ไม่ได้ เพราะเขาดีกว่าเรา ทั้งเรียนก็เก่ง ปรนนิบัติ ก็ดี แต่มีทางที่จะทำอย่างอื่นได้ จึงพากันเข้าไปหาอาจารย์แล้วกล่าวว่า ท่าน อาจารย์ พวกผมได้ทราบมาว่าเจ้าอหิงสกกุมารคิดจะทำร้ายท่านอาจารย์ ขอ ให้ท่านอาจารย์ระวังตัวให้ดี อาจารย์ทิศาปาโมกข์ ไม่เชื่อคำยุยงของศิษย์ เหล่านั้น กลับไล่ตะเพิดออกไปแล้วพูดว่าเจ้าพวกนี้มีแต่อิจฉาริษยา จะมา ยุให้พวกเราฆ่าลูกเขาโดยไม่มีเหตุ ศิษย์เหล่านั้นจึงพูดว่า เมื่อท่านอาจารย์ ไม่เชื่อก็คอยดูไปเถิด ต่อมาศิษย์เหล่านั้นก็ไปยุยงอาจารย์อีก อาจารย์ครั้น ถูกยุยงบ่อย ๆ เข้าก็ชักจะเชื่อ จึงคิดกำจัดอหิงสกกุมาร แต่ครั้นจะฆ่าด้วย ตนเองก็เกรงจะเสียชื่อเสียง จึงหาอุบายที่จะให้คนอื่นช่วยฆ่า

วันหนึ่งอาจารย์เรียกอหิงสกกุมารมาพูดว่า เจ้าจงไปฆ่าคนให้ครบ ๑,๐๐๐ คน เราจึงจะบอกศิลปะให้ อหิงสกกุมารรับด้วยความอยากได้ศิลปะ จึงคว้าดาบลาอาจารย์ออกเที่ยวฆ่าคน ฆ่าได้คนหนึ่งก็ตัดนิ้วหนึ่งร้อยเป็นพวงไว้ ตั้งแต่นั้นมาจึงมีชื่อใหม่ว่า องคุลีมาลโจร แปลว่าโจรนิ้วพวงมาลัย โจรองคุลีมาลเที่ยวฆ่าคนโดยนัยนี้ได้ ๙๙๕ คน อีกคนเดียวจะครบ ๑,๐๐๐ มหาชนต่างขนพองสยองเกล้า เมื่อได้ยินชื่อองคุลิมาล ต่างพากันอพยพหลบหนีไปไกลแสนไกล โจรองคุลิมาลก็พยายามเที่ยวหาคนที่จะฆ่า อีกคนเดียวก็ยังไม่ได้ เที่ยวเตร็ดเตร่ไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยอิดโรย ไม่เป็นอันกินอันนอน

วันหนึ่ง สมเด็จพระบรมศาสดาทรงทราบด้วยพระญาณว่าโจรอังกุลิมาลนี้ยังมีอุปนิสัยพอที่จะโปรดให้เป็นคนดีได้ ในเช้าวันนั้นพระองค์จึงเสด็จเข้าไปบิณฑบาต ผ่านหน้าโจรอังกุลิมาลไป โจรอังกุลิมาลพอเหลือบเห็นสมเด็จพระผู้มีพระภาคก็ตรงรี่เข้าใส่ คิดแต่ในใจว่าสมณะนี้แหละจะทำให้ครบ ๑,๐๐๐ เสียที สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงดำเนินโดยปกติ แต่โจรอังกุลิมาลวิ่งเท่าไรก็ไม่ทัน ทั้งเหนื่อยทั้งเมื่อยเหงื่อไหลไคลย้อย เมื่อเห็นไม่ทันแน่ก็หยุดตะโกนว่า สมณะหยุดก่อน พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อังกุลิมาล เราหยุดแล้ว ท่านสิยังไม่หยุด ขณะตรัสนั้นพระองค์ก็ดำเนินไปเรื่อย ๆ โจรอังกุลิมาลยิ่งบันดาลโทสะมากขึ้น ตะโกนไปอีกว่า สมณะพูดโกหก บอกกับเราว่าหยุดแล้วยังเดินไป ส่วนเราหยุดอยู่แท้ ๆ ยังว่าไม่หยุดได้ สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสว่า อังกุลิมาล เราเป็นผู้หยุดคือหยุดจากการทำชั่ว หยุดจากสิ่งเดือดร้อน หยุดโดยไม่ต้องไปรับทุกข์ในภพต่อ ๆ ไป ส่วนท่านสิเป็นผู้ไม่หยุดเพราะมุ่งจะประกอบกรรมลามกอยู่เรื่อยไป มุ่งประหัตประหารคนอยู่ร่ำไป ท่านจะต้องเดือดร้อนไปอีกนานนัก พอตรัสเท่านี้อังกุลิมาลก็ได้สำนึกรู้สึกตัวขึ้นมาทันที เหวี่ยงดาบทั้งละพยศยอมตัวเข้าไปกราบถวายบังคมสมเด็จพระผู้มีพระภาค ทูลขอให้พระองค์เป็นที่พึ่ง สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสกล่อมเกลาใจอังกุลิมาลจนบริสุทธิ์แล้ว จึงประทานอุปสมบทให้ เปลี่ยนจากโจรอังกุลิมาลผู้โหดร้ายเป็นพระอังกุลิมาลผู้ทรงศีลน่าเลื่อมใส พระองค์ทรงพามายังวัดเชตวันมหาวิหาร เมื่อท่านออกบิณฑบาต มหาชนเห็นเข้าก็ส่งเสียงร้องบอกกันต่อ ๆ ไปว่า โจรอังกุลิมาลปลอมตัวจะมาฆ่าเราแล้ว ต่างพากันแตกตื่นอุ้มลูกจูงหลานหนีอยู่เกรียวกราว ไม่อาจอยู่มองหน้าอังกุลิมาลได้ ด้วยกลัวแสนกลัว เป็นอันไม่ได้ข้าวสักทัพพีเดียวในวันนั้น รุ่งขึ้นไปบิณฑบาตอีก ผู้คนเห็นต่างก็พากันหนีวุ่นวายเช่นวันก่อน ขณะนั้นมีหญิงท้องแก่คนหนึ่งวิ่งหนีลอดรั้ว แต่ท้องใหญ่ลอดไม่ได้ ด้วยความซอกซ้ำประกอบกับความตกใจทำให้คลอดไม่สะดวก บรรดาญาติจึงปรึกษากันว่าพระอังกุลิมาลคงไม่ทำร้ายใคร และหญิงคนนี้คลอดยากเพราะท่านเป็นเหตุ เราควรนิมนต์ท่านมาแล้วเล่าเนื้อความเรื่องหญิงคนนั้นให้ท่านฟัง ท่านคงจะช่วยได้บ้างกระมัง เมื่อปรึกษาตกลงแล้ว จึงให้ชายคนหนึ่งไปนิมนต์พระอังกุลิมาล จัดที่ให้ท่านนั่งเรียบร้อยแล้ว ก็เล่าถึงมูลเหตุที่หญิงคลอดยากให้ท่านฟัง พระอังกุลิมาลจึงตั้งสัตยาธิษฐานว่า "ยโตห์ ภคินิ อริยาย ชาติชาโต" เป็นต้น มีความว่าเราตั้งแต่เกิดมาในอริยชาติมิได้แกล้งจะฆ่าสัตว์โดยเจตนา ด้วยคำสัตย์นี้ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของท่าน ด้วยอำนาจคำสัตย์ของอังกุลิมาล หญิงนั้นก็คลอดบุตรโดยสะดวก อังกุลิมาลปริตรนี้ถือกันว่า ทำให้เกิดสวัสดีและคลอดลูกง่าย

โพชฌังคปริตร เป็นพระพุทธมนต์ว่าด้วยโพชฌงค์เจ็ด โพชฌงค์ แปลว่า ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้ มีคำสวดขึ้นต้นว่า โพชฌัง โค สติสังขาโต ธมฺมานัง วิจโย ตถา... มีเรื่องกล่าวไว้ว่า :-

ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ที่เวฬุวันวิหาร เย็นวัน หนึ่งพระพุทธองค์เสด็จไปเยี่ยมพระมหากัสสปที่ถ้ำปีบผลิ เวลานั้นพระมหา- กัสสปอาพาธหนัก ได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส พระพุทธองค์เมื่อเสด็จ ไปถึงก็ประทับนั่งบนอาสนะที่ตกแต่งไว้ จึงตรัสเทศนาโพชฌงค์เจ็ด คือ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ พร้อมกับแสดง อานิสงส์แห่งการเจริญโพชฌงค์ พระมหากัสสปเมื่อได้ฟัง ก็เพลิดเพลิน ภาษิตของสมเด็จพระผู้มีพระภาค เลยหายจากอาพาธในขณะนั้น

ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็น พระมหาโมค- คัลลาน์อาพาธหนัก พระองค์จึงเสด็จเข้าไปถึงที่อยู่ของพระมหาโมคคัลลาน์ แล้วตรัสเทศนาโพชฌังคปริตรเหมือนกับที่ทรงแสดงแก่พระมหากัสสป เมื่อ จบเทศนา พระมหาโมคคัลลาน์ก็มีใจดีขึ้น เพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระ ภาคเลยหายจากโรคทันที

คราวหนึ่ง สมเด็จพระผู้มีพระภาค ทรงประชวรหนักเสวยทุกขเวทนา อย่างแสนสาหัส รับสั่งให้พระมหาจุนทะแสดงโพชฌงค์ - เมื่อพระมหาจุนทะ แสดงโพชฌงค์จบ สมเด็จพระผู้มีพระภาคก็ทรงหายจากประชวรในทันที

โพชฌังคปริตรนี้ ถือกันว่าเป็นมนต์ต่ออายุ จึงใช้สำหรับสวดต่อ อายุคนเจ็บ