บทที่ ๑ มงคลสูตร

มงคลสูตร ว่าด้วยเหตุให้เกิดศิริมงคล มีคำสวดขึ้นต้นว่า อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา... พระสูตรนี้มีตำนานมาว่า -

มหาชนในชมพูทวีปทั้งหญิงและชาย ประชุมกันในที่ต่าง ๆ มีประตู เมืองและในศาลานั่งพักเป็นต้น แล้วให้เงินแก่คนที่เล่านิทาน คนที่รู้นิทาน ก็เล่าเรื่องต่าง ๆ เช่นเรื่องชิงนางสีดาและมหาภารตยุทธเป็นต้น อันเป็น เรื่องนอกพระศาสนา เรื่องหนึ่ง ๆ กว่าจะเล่าจบก็นับเวลาเป็นเดือน ๆ ครั้ง หนึ่งคุยกันถึงเรื่องมงคล ก็เกิดมีปัญหาขึ้นในที่ประชุมกันว่า อะไรเป็นมงคล ใครรู้จักบ้าง บางคนตอบว่า รูปที่เห็น เช่นรูปช้างเผือกและม้าอัสดรเป็นต้น นั่นแหละเป็นมงคล บางคนว่าเสียงที่ได้ยิน เช่น เสียงขับร้อง พิณพาทย์ ระนาด ฆ้อง เป็นต้น นั่นแหละเป็นมงคล บางคนว่า กลิ่นหอมหรือรส โอชาที่สูดกลิ่นดมเลียเข้าไป นั่นแหละเป็นมงคล เป็นอันว่าไม่ตกลงกันได้แน่ ว่าอะไรเป็นมงคล เถียงกันไปเถียงกันมาไม่สิ้นสุดเป็นเวลาถึง ๑๒ ปี จึงพา กันเข้าไปเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาค ณ เชตวันมหาวิหาร กราบทูลถามถึง เรื่องมงคล พระองค์จึงตรัสมงคลสูตรนี้ว่าด้วยสิ่งที่เป็นมงคล ๓๘ ประการ คือการไม่คบพาล การคบบัณฑิต การบูชาวัตถุหรือบุคคลที่ควรบูชา อยู่ใน ประเทศอันสมควร ทำความดีไว้ในกาลก่อน ตั้งตนไว้ชอบ คงแก่เรียน มีศิลปะ เคร่งครัดในวินัย พูดดี บำรุงมารดาบิดา สงเคราะห์ลูก สงเคราะห์ เมีย การงานไม่อากูล ให้ทาน ประพฤติธรรม สงเคราะห์ญาติ ประกอบ การงานที่ไม่ผิด งดเว้นความชั่ว สังวรในการดื่มน้ำเมา ไม่ประมาทในความ ดี มีความเคารพไม่จองหอง สันโดษ รู้คุณท่าน ฟังธรรม อดทน ว่าง่าย เห็นสมณะ สนทนาธรรม เพียรประพฤติพรหมจรรย์ เห็นอริยสัจทั้ง ทำพระนิพพานให้แจ้ง ไม่หวั่นไหวในโลกธรรม ไม่เศร้าโศก ไม่เศร้าหมอง ใจ ปลอดโปร่ง นี้เป็นมงคลสูงสุด ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน มงคลสูตร มหาชนเมื่อได้สดับดังนั้นก็หายสงสัย มงคลสูตรนี้จึงเป็นสูตร สำหรับสวดในการขอให้เกิดสวัสดิมงคลแก่พิธีทำประการหนึ่ง