พิธีอาราธนา

การบำเพ็ญกุศลของพุทธศาสนิกชน เบื้องต้นต้องมีวิธีรับพระไตรสรณคมน์และศีลก่อนเสมอ ต่อนั้นไป ถ้าบำเพ็ญบุญเกี่ยวกับพระสวดมนต์ก็อาราธนาพระปริตร ถ้าเกี่ยวกับมีเทศน์ ก็อาราธนาธรรมดังนี้นับว่าเป็นหลักสำคัญทางพระพุทธศาสนา แต่มักจะถือเป็นประเพณีเสียโดยมาก จึงไม่สำเร็จประโยชน์ตามหลักที่ท่านมุ่งหมาย นึกเสียว่าท่านว่ากันมาอย่างไร ทำกันมาอย่างไร ก็ว่ากันไปอย่างนั้น ทำกันไปอย่างนั้น ไม่นึกถึงข้อมุ่งหมายใจความว่าเป็นมาอย่างไร เช่นนี้นับว่าขาดรสโอชาอันน่าดูดดื่มไป

อันพิธีบำเพ็ญบุญ เช่นจะมีสวดมนต์ก็ตามจะมีเทศน์ก็ตาม จำต้องมีกิจเบื้องต้นเป็นลำดับ ๆ มาก่อน เพื่อให้การทำเป็นไปติดต่อกัน และเพื่อไม่ให้การบำเพ็ญบุญส่วนใหญ่เคอะ ๆ เขิน ๆ เช่นมีสวดมนต์ ก็ทำพิธีเกี่ยวกับการสวดมนต์ในเบื้องต้น เช่นอาราธนาศีล อาราธนาพระปริตรเป็นลำดับมาจนถึงเริ่มสวดมนต์ หรือจะมีเทศน์ก็ทำพิธีเกี่ยวกับเทศน์ในเบื้องต้น เช่น อาราธนาศีล อาราธนาธรรมเป็นลำดับมาจนถึงเทศน์ ทำดังนี้ดีกว่าที่จะสวดมนต์หรือเทศน์เลยทีเดียว เพราะทำให้ได้ระเบียบเป็นขั้น ๆ

การที่ต้องขอศีลก่อนเสมอไปทุกพิธีนั้น ก็เพื่อทำคนให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ให้เป็นผู้มีศีลก่อน จะได้สมควรแก่การรองรับพระธรรมต่อไป เพราะพระธรรมเป็นของบริสุทธิ์ ผู้รับก็ต้องทำตนให้บริสุทธิ์ก่อนจึงสมควรกัน เหมือนผ้าที่จะนำไปย้อมสี ถ้าผ้านั้นไม่ฟอกให้ขาวสะอาดก่อน ย้อมสีก็ไม่ติดดี ถ้าเป็นผ้าขาวสะอาด สีก็ติดดี นี่เป็นเหตุผลอีกข้อหนึ่งในการที่ต้องรับศีลก่อน

การรับศีล ฟังเทศน์ สวดมนต์ ต้องอาราธนาก่อน อาราธนาก็คือขอร้อง อ้อนวอนให้พระบอกศีล แสดงธรรมเทศนา สวดมนต์นั่นเอง

คำอาราธนาศีล ๕

มยิ นุเต วิสุ วิสุ รกขณตุถาย ติสรณเน สห ปญฺจ สีลานิ ยาจามิ, ทุติยมปิ....., ตติยมปิ... (คนเดียวเปลี่ยนเป็น อหํ ยาจามิ)

คำแปล

ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล 5 ประการ พร้อมด้วยไตรสรณคมน์ เพื่อประโยชน์แก่การรักษาต่าง ๆ กัน แม้ครั้งที่สอง..., แม้ครั้งที่สาม...,

คำอาราธนาศีล ๘

มยฺ ภนฺเต วิสุ วิสุ รกฺขณตุ ภาย ติสรเณน สห อฏฺฐ สีลานิ ยาจามิ, ทุติยมฺปิ...., ตติยมฺปิ.... (คนเดียวเปลี่ยนเป็น อท....ยาจามิ)

คำแปล

ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล ๘ ประการพร้อมด้วยไตรสรณคมน์ เพื่อประโยชน์แก่การรักษาต่าง ๆ กัน แม้ครั้งที่สอง....., แม้ครั้งที่สาม.....,

คำอาราธนาศีลอุโบสถ

มุย ภนุเด ติสรณน สห อธิษฐานนุญาต พุทธปัญญุติ อุโปสถ ยาจามิ, ทุติยมปิ, ตติยมปิ..... (คนเดียวเปลี่ยนเป็น อหํ.......ยาจามิ)

คำแปล

ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขออุโบสถศีลอันพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ กับทั้งพระไตรสรณคมน์ แม้ครั้งที่สอง... แม้ครั้งที่สาม...

อธิบาย

คำว่า "วิสุ" ในบัดนี้ไม่ค่อยจะได้ใช้กัน แต่ท่านที่ถือแบบโบราณยังใช้อยู่ ฉะนั้น ในเมื่ออาราธนาศีลจะใช้คำว่า "วิสุ" ด้วยก็ไม่ผิด หรือจะไม่ใช้ก็ไม่ผิด เป็นอันว่าใช้ได้ทั้งสองอย่าง

การอาราธนาศีลนั้น ที่จริงไม่ได้อาราธนาแต่ศีล อาราธนาไตรสรณคมน์ด้วย ไตรสรณคมน์หมายความว่า ขอถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก ก่อนอาราธนาควรกราบพระ ๓ หน แล้วคุกเข่าท่าพรหมประณมมือขึ้นเพียงอก แล้วกล่าวคำอาราธนา

วิธีอาราธนานั้น บางแห่งให้หัวหน้ากล่าวอาราธนาแต่ผู้เดียวก็มี บางแห่งเปล่งอุทานวาจาอาราธนาพร้อมกันทั้งหมดก็มี แต่โดยมากที่ให้หัวหน้าอาราธนาคนเดียวนั้น สำหรับศีลห้าที่เรียกว่านิจศีล กับศีลแปดธรรมดา ส่วนอุโบสถศีลนั้น โดยมากใช้กล่าวคำอาราธนาพร้อมกันทั้งหมด ธรรมเนียมที่ใช้แตกต่างกันเช่นนี้ เข้าใจว่าคงจะเป็นเพราะผู้ขอศีลเหล่านั้นสองประการ

อาราธนาศีล ๕ สำหรับวันธรรมดา อาราธนาศีล ๘ สำหรับวันพระ อาราธนาศีลอุโบสถก็คือศีล ๘ นั่นเอง แต่ต่างกันที่ศีล ๘ นั้น เมื่อรับไปทั้ง ๘ แล้ว หากล่วงในข้อใดก็เป็นอันขาดในข้อนั้น ไม่ขาดทั้งหมด ส่วนศีลอุโบสถต้องรักษาให้พร้อมทั้งองค์ ๘ ประการ หากขาดข้อใดข้อหนึ่งก็เป็นอันขาดหมด อีกประการหนึ่ง ศีล ๘ รักษาได้ ไม่มีกำหนดเวลา แต่ศีลอุโบสถต้องรักษาให้ครบวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ถ้าบกพร่องไม่เป็นอุโบสถ

คำอาราธนาธรรม

พุทธมา จ โลกาธิปติ สหมุปติ
กตัญชลี อนุชิว อยาจถ
สนุตีธ สตุตาปุพพชกุขชาติกา
เทเสตุ ธัมมิ อนุกมปิมิ ปชิ.

คำแปล

ท้าวสหัมบดีพรหมผู้เป็นอธิบดีของโลก ได้ประณมหัตถ์นมัสการกราบ ทูลวิงวอนสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐว่า สัตว์ทั้งหลายที่มีธุลีคือ กิเลสในดวงตาเบาบางยังมีอยู่ในโลกนี้ ขอพระองค์จงแสดงพระธรรมทรง อนุเคราะห์หมู่สัตว์นี้เถิด

อธิบาย

มูลเหตุที่จะเกิดมีคำอาราธนาธรรมขั้นนั้น มีเรื่องเล่าว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแรกตรัสรู้ใหม่ ๆ ทรงพิจารณาถึงธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้วนั้น ทรงเห็นว่าเป็นของลึกล้ำคัมภีรภาพ ยากที่ปวงสัตว์ผู้มีกิเลสหนาจักรู้ตามเห็นตามได้ ทรงท้อพระทัยในอันจะทรงแสดงธรรมโปรดสัตว์ ท้าวสหัมบดีพรหมได้ทราบพระพุทธดำริเช่นนั้นแล้ว จึงได้ลงมากราบทูลอาราธนาเพื่อให้ทรงแสดงธรรมสั่งสอนสัตว์ โดยอ้างเหตุว่าสัตว์โลกที่มีกิเลสเบาบางสามารถจะรู้ตามเห็นตามก็มี ดังนี้พระองค์จึงได้ทรงแสดงธรรม แต่ในปฐมสมโพธิฉบับของสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทว) มิได้กล่าวถึงว่าสหัมบดีพรหมลงมาอาราธนา เป็นแต่กล่าวว่า เพราะพระองค์ทรงพิจารณาถึงสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุญาณ ทรงเห็นว่าสัตว์ที่เป็นภัพพะสามารถจะรู้ธรรมตามก็มี เป็นอภัพพะไม่สามารถจะรู้ตามก็มี อันนี้เองเป็นเหตุให้พระองค์หวนพระทัยกลับทรงแสดงธรรม

คำอาราธนาพระปริตร

วิปัตติปฏิพาหาย
สัพพสมุปปัตติสิทธิยา
สัพพทุกขวินาสาย
ปริตุติ ภรูถ มงคล์
วิปัตติปฏิพาหาย
สัพพสมุปปัตติสิทธิยา
สัพพภยวินาสาย
ปริตุติ ภรูถ มงคล์
วิปัตติปฏิพาหาย
สัพพสมุปปัตติสิทธิยา
สัพพโรควินาสาย
ปริตุติ ภรูถ มงคล์ ฯ

คำแปล

ขอพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจงสวดปริตรอันเป็นมงคลเพื่อป้องกันความวิบัติ เพื่อยังสมบัติทั้งปวงให้สำเร็จ เพื่อให้ทุกข์ ภัย โรคทั้งปวงพินาศไป

อธิบาย

การนิมนต์พระสงฆ์ไปสวดพระพุทธมนต์ที่ต้องใช้คำอาราธนาให้สวดพระปริตรด้วยนั้น เนื่องมาแต่ครั้งพุทธกาล ทั้งนี้ก็เพื่อจะให้พระปริตรมีอานุภาพศักดิ์สิทธิ์สามารถป้องกันบำบัดทุกขภัยโรคาพยาธิให้พินาศไป ตามปกติพระปริตรก็ได้แสดงอานุภาพมาแล้ว ดังมีเรื่องกล่าวไว้ในคัมภีร์ธรรมบทว่า ได้เกิดอหิวาตกโรคขึ้นที่พระนครไพศาลี ผู้คนล้มตายเป็นอันมาก ชาวพระนครจึงชวนกันมาเฝ้ากราบทูลถึงภัยที่เกิดขึ้นนั้น แต่สมเด็จพระผู้มีพระภาค พระองค์จึงเสด็จไปสู่พระนครไพศาลี ประทับอยู่ที่ประตูเมืองในเวลาเย็น ตรัสเรียกพระอานนท์เข้ามาแล้วมีพระดำรัสว่า เธอจงเรียน "รัตนสูตร" นี้แล้วเที่ยวไปกับเจ้าลิจฉวีกุมารทั้งหลาย สวดพระปริตรภายในกำแพง ๓ ชั้นในเมืองไพศาลี พระอานนท์เถระเจ้าเรียนรัตนสูตรที่ทรงประทานนั้นแล้ว จึงเอาบาตรตักน้ำยืนอยู่ที่ประตูเมือง สวดปริตรภายในกำแพง ๓ ชั้นตลอดยามสามแล้วประพรมน้ำพระพุทธมนต์ พวกอมนุษย์ถูกน้ำพระพุทธมนต์เข้าก็พากันหนีไปสิ้น ภัยเหล่านั้นก็สงบระงับไป เรื่องนี้ได้กล่าวแล้วในรัตนสูตร

อีกเรื่องหนึ่งว่าบุตรของพราหมณ์คนหนึ่งจะถูกอสุรยักษ์มาจับกินเป็นภักษาหารในเวลาอีกวัน พราหมณ์บิดาจึงพาไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถามว่า จะมีอุบายป้องกันชีวิตบ้างหรือไม่ พระองค์ตรัสว่ามีแล้วตรัสต่อไปว่า ถ้าท่านสามารถจะทำมณฑปที่ริมประตูเรือนของท่าน และทำตั้งไว้ท่ามกลางมณฑปนั้น แล้วปูอาสนะไว้ ๑๖ หรือ ๑๘ แห่ง ให้สาวกของเรานั่งทำพระปริตรสิ้น ๗ วัน ดังนี้ไซร้ อันตรายของทารกนั้นก็จะพินาศไปด้วยอุบายอย่างนี้

พราหมณ์กราบถวายบังคมลา รีบไปจัดทำตามรับสั่ง ครั้นสำเร็จแล้ว วันที่ ๑ พระพุทธองค์เสด็จมา พวกเทวาในจักรวาลทั้งหมดก็มาประชุมกันอยู่ พร้อมเพรียงกัน ส่วนอสุรยักษ์บำเรอท้าวเวสสุวรรณอยู่ตลอด ๑๒ ปีแล้ว ได้รับพรว่า ตั้งแต่วันนี้ไปถึงวันที่ ๗ เธอจงไปรับทารกนี้ เมื่อได้ทารกมา แล้วก็ไม่ต้องมาบำเรอเรา เพราะฉะนั้นเมื่อถึงวันที่ ๗ อสุรยักษ์จึงมา ยืนคอยอยู่ เมื่อพระพุทธองค์ประทับนั่งแล้ว พวกเทวดาที่มีศักดิ์ใหญ่ก็มา ประชุมกัน พวกที่มีศักดิ์น้อยก็พากันหลีกไปไกล ๑๒ โยชน์ แม้อสุรยักษ์ ก็หลีกไปยืนอยู่เหมือนดังนั้น พระพุทธองค์ทรงทำพระปริตรอยู่ตลอดคืนยังรุ่ง ครั้นล่วง ๗ วันแล้ว อสุรยักษ์ไม่ได้ทารกนั้น พอวันที่ ๗ สามีภรรยาจึง อุ้มทารกมาถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์จึงตรัสว่า "ขอให้ทารก น้อยมีอายุยืนนานเถิด" พราหมณ์จึงทูลถามว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ทารก นี้จะมีอายุยืนนานสักเท่าไร ตรัสว่า จะมีอายุยืนอยู่ถึง ๑๒๐ ปี เพราะฉะนั้น สามีภรรยาจึงขนานนามบุตรของตนว่า "อายุวัฒนกุมาร" ดังนี้ ทั้งสองเรื่องนี้น่าจะเป็นมูลเหตุของการอาราธนาพระปริตร