สิบสองตำนาน

สิบสองตำนานนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่ามหาราชปริตร เป็นของปรุงขึ้นใหม่ โดยเพิ่มบทสวดขึ้นอีก ๕ บท นอกนั้นเหมือนเจ็ดตำนาน สิบสองตำนานนี้ใช้สวดในงานราชพิธีและรัฐพิธี ซึ่งเป็นงานของหลวงและงานของรัฐ บทสวดสิบสองตำนานที่เพิ่มขึ้นจากเจ็ดตำนานนั้นคือ ฉัททันตปริตร ๑ โมรปริตร ๑ วัฏฏกปริตร ๑ อภยปริตร ๑ ชยปริตร ๑ รวม ๕ บท จะได้กล่าวถึงตำนานของแต่ละบทต่อไป

ฉัททันตปริตร ว่าด้วยมนต์ของพระยาช้างฉัททันต์ มีคำสวดขึ้นต้น ว่า วฑิสุสเม สนุติ ปรามสนุโต... บทนี้มีตำนานว่า:

พระยาช้างฉัททันต์เป็นช้างเผือกผ่อง มีงายาว เป็นหัวหน้าโขลงช้างเป็นจำนวนมาก อาศัยอยู่ในราวป่าแห่งหนึ่งใกล้สระฉัททันต์ มีช้างพังสองเชือกเป็นเมีย ชื่อจุลสุภัททา กับมหาสุภัททา

วันหนึ่ง พระยาฉัททันต์พานางช้างทั้งสองไปชมต้นรัง ซึ่งผลิดอกออกระย้า พอไปถึงพระยาช้างจึงเข้าชนต้นรัง บรรดามดดำมดแดงก็ร่วงลงมากับใบไม้กิ่งไม้แห้ง ๆ ถูกต้องตัวนางช้างจุลสุภัททาซึ่งยืนอยู่เหนือลม บรรดาเกสรดอกไม้ก็ร่วงหล่นโปรยปรายลงมาต้องตัวนางช้างมหาสุภัททาซึ่งยืนอยู่ใต้ลม นางช้างจุลสุภัททาเห็นดังนั้นก็น้อยใจ หาว่าพระยาช้างแกล้งให้มดหล่นถูกตน ที่นางมหาสุภัททากลับโปรยปรายเกสรดอกไม้สด ๆ ให้หล่นลงบนหลัง จึงคิดอาฆาตพระยาช้างเรื่อยมา

ต่อมาอีกวันหนึ่งมีช้างนำดอกบัวหลวงมาให้พระยาช้าง พระยาช้างก็เอางวงรับดอกบัวโปรยเกสรลงบนตระพอง แล้วยื่นให้นางมหาสุภัททา นางจุลสุภัททาเห็นเข้าอีกก็แค้นใจหนักขึ้น คิดว่าทีตัวเองไม่ให้ ให้แต่นางมหาสุภัททา จึงผูกเวรว่า จะเกิดในชาติใด ๆ ก็ตาม ขอให้ได้ผลาญพระยาช้างตัวนี้ให้ได้

อยู่มาไม่นาน นางช้างจุลสุภัททาตาย ไปเกิดเป็นราชธิดาของพระเจ้าแผ่นดินแคว้นมัททรัฐชื่อสุภัททา พอเจริญวัยก็ได้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี ปรากฏตามตำนานว่า พระนางสุภัททาระลึกชาติได้ ด้วยจิตคิดผูกเวรพระยาช้างมาแต่ก่อน พระนางจึงคิดจะให้พรานไปเอางาพระยาช้างฉัททันต์ให้จนได้ จึงรับสั่งกับพรานไพรคนหนึ่งชื่อโสณุครว่า ขอให้ไปฆ่าพระยาช้างฉัททันต์ซึ่งอยู่ที่ป่าโน้น แล้วตัดงาทั้งสองมาให้ พรานโสณุครรับทำให้ จึงเตรียมเครื่องมือสำหรับใช้ในการนี้ เช่น มีด ขวาน จอบ เคียว เลื่อย และร่มหนังเป็นต้น เดินทางไปตามที่พระนางสุภัททาบอก

การเดินทางของพรานโสณุครคราวนั้นท่านพรรณาไว้ว่า เมื่อพรานโสณุครเดินทางพ้นถิ่นของมนุษย์แล้ว ได้ถึงป่ารกหลายแห่ง เช่น ป่าหญ้าแพรก ป่าเลา ป่าไม้แดง ป่าแขม ป่าหวาย เป็นต้น บางแห่งก็เป็นป่าทึบ แม้งูจะเลื้อยก็แสนยาก พ้นป่าไปต้องข้ามน้ำข้ามเขา พรานโสณุครเมื่อถึงป่าต้องใช้เคียวเกี่ยวบ้าง ใช้มีดตัดบ้าง ใช้ขวานฟันบ้าง เมื่อถึงลำน้ำต้องทำแพข้าม ถึงภูเขาต้องปีนป่ายเถาวัลย์ขึ้นไปจนถึงยอดเขา เพราะไม่มีทางอื่นที่จะอ้อมเดินไปได้ แล้วมองลงมาข้างล่างก็เห็นพระยาช้างเผือกผ่อง งายาว พร้อมด้วยโขลงช้างบริวารมากมาย พรานโสณุครจึงวางโครงการที่จะสังหารพระยาช้างต่อไป

เมื่อเห็นพระยาช้างพาบริวารออกไปหากิน นายพรานจึงคิดว่า ถ้าเราจะไต่ลงจากยอดเขากว่าจะถึงพื้นดินก็เป็นเวลานาน เกรงจะเสียการ จึงโดดร่มหนังที่เตรียมไปจากยอดเขาถึงพื้นล่าง น่าจะเหมือนพลร่มสมัยนี้ เมื่อถึงพื้นล่างแล้วจึงรีบเดินไปยังที่ที่ตนกำหนดไว้ เริ่มเอาจอบขุดหลุมตรงที่พระยาช้างอยู่เป็น ๔ เหลี่ยมจัตุรัส แล้วเอากระดานปูลาดบนปากหลุม เกลี่ยหญ้าและใบไม้พรางไว้ เมื่อทำหลุมเสร็จนายพรานจึงเอาผ้าคลุมศีรษะ นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ถือธนูมีลูกศรอาบยาพิษแล้วลงไปยืนอยู่ในหลุม

เมื่อพระยาช้างกลับจากหากินก็ไป ณ ที่เคยอยู่ หารู้ว่ามีอันตรายรอ สังหารอยู่ไม่ นายพรานโสณุครได้ที่ก็น้าวธนูปล่อยลูกศร ถูกท้องพระยาช้าง จนทะลุหลัง แผลเหวอะหวะเลือดไหลนอง พระยาช้างร้องขึ้นด้วยความเจ็บ ปวด เหล่าช้างบริวารได้ยินเสียงพระยาช้างร้องก็วิ่งมาดู ครั้นเห็นพระยาช้าง ได้รับทุกขเวทนา ต่างก็เที่ยววิ่งค้นหาศัตรูที่มาทำร้าย พอเหล่าช้างวิ่งไป หมดแล้ว พระยาช้างจึงอดกลั้นความเจ็บปวด พิจารณาดูลูกศรที่แล่นมาจึง เห็นว่าถ้ามาทางด้านอื่น ๆ ก็คงจะถูกข้างตัวหรือถูกตระพอง แต่นี่ถูกท้อง ทะลุหลัง คงจะมีศัตรูอยู่ใต้ดินยิงมาเป็นแน่ พระยาช้างจึงเอาเท้ากระทุ้งดิน จนกระดานที่ปิดหลุมเปิดได้เหลือบเห็นพรานโสณุคร จึงสอดงวงลงไป หมายจะจับขึ้นมาฟาด แต่มองเห็นผ้ากาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัยพระอรหันต์ ได้เกิดความรู้สึกว่า ธงชัยพระอรหันต์ บัณฑิตไม่พึงทำลาย จึงเอางวงยก นายพรานขึ้นมาวางไว้ข้างหน้า แล้วถามนายพรานว่า ท่านฆ่าเราเพื่อประสงค์ อะไร นายพรานตอบว่าพระนางสุภัททามเหสีพระเจ้าพาราณสีต้องการงา ของท่านจึงใช้เรามาฆ่าท่าน พระยาช้างได้ฟังดังนั้นก็รู้ได้ว่า ทั้งนี้เป็น เพราะนางจุลสุภัททาจองเวรไว้กับเรา เพื่อให้เวรระงับกันเสียที พระยาช้าง จึงอนุญาตนายพรานเอาเลื่อยมาตัดงาทั้งคู่ไป นายพรานจึงขึ้นเหยียบบน ตระพองแล้วเอาเลื่อยตัดงา พองาขาด พระยาช้างก็ตั้งปณิธานปรารถนาให้ ได้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ แล้วมอบงาให้แก่นายพรานไป และยังได้ตั้ง สัตยาธิษฐานขอให้นายพรานกลับบ้านเมืองโดยสวัสดีซึ่งมีความว่า สลุเลน วิทุโธ พยถิโตบี สนุโต เราถูกลูกศรแม้เจ็บปวดสาหัส แต่ก็หาได้มุ่งทำ ร้ายผู้นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์นี้ไม่เป็นความสัตย์จริงที่เราผู้เป็นพระยาช้างตั้งไว้ ขออย่าให้สัตว์ร้ายในป่ามาทำร้ายพรานผู้นี้ได้ แล้วพระยาช้างก็ส่งนายพราน กลับไป พอนายพรานลับตาพระยาช้างก็ตาย มนต์บทนี้ถือกันว่าป้องกัน อันตรายในดงในป่า

โมรปริตร ว่าด้วยมนต์ของนกยูงทอง มีคำสวดขึ้นต้นว่า อุเทตยญจกุญชุมาฯ เอกราชา หิริสุวณฺโณ ปริปุณฺณปภาโส...... บทนี้มีตำนานว่า :-

พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนกยูง มีขนสีเหลืองเหมือนทองจึงมีชื่อว่านกยูงทอง อาศัยอยู่บนภูเขาแห่งหนึ่ง ตามปกตินกยูงทองพอถึงเวลาเช้าก็ไปจับบนยอดเขา บ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออก แลดูดวงอาทิตย์ที่แรกขึ้น แล้วเจริญมนต์ว่า อุเทตยญจกขุมา เอกราชา เป็นต้น ซึ่งมีความว่า พระอาทิตย์เป็นดวงตาของโลก เป็นเอกราชมีสีเหมือนทอง ส่องพื้นพิภพให้สว่าง ตั้งขึ้นมา ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระอาทิตย์นั้น ขอให้คุ้มครองข้าพเจ้าให้เป็นสุขตลอดวัน ข้าพเจ้าขอนมัสการผู้รู้ธรรม ขอให้รักษาข้าพเจ้า ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแต่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จงมีแค่พระโพธิญาณ จงมีแต่ท่านผู้พ้นทุกข์ดังนี้ พอเจริญมนต์แล้วก็ไปหาอาหาร การเจริญมนต์ของนกยูงทองตอนนี้ เพื่อคุ้มครองป้องกันตนในตอนกลางวัน ครั้นเวลาเย็นกลับจากหาอาหารแล้วขึ้นไปจับบนยอดเขา บ่ายหน้าไปทางทิศตะวันตก แลดูดวงอาทิตย์ที่กำลังจะตก เจริญมนต์ว่า อเปตยญจกขุมา เอกราชา เป็นต้น ซึ่งมีความว่า ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระอาทิตย์อันเป็นดวงตาของโลก เป็นเอกราช มีสีเหมือนทอง กำลังตกไปแล้ว ขอให้คุ้มครองข้าพเจ้าให้เป็นสุขตลอดคืน ความต่อไปเหมือนบทต้น การเจริญมนต์ของนกยูงทองตอนนี้เพื่อคุ้มครองป้องกันตนในเวลากลางคืน จริยาวัตรดั่งกล่าวนี้ นกยูงทองได้ทำเป็นนิตย์ทุกวันทุกคืน จึงอยู่เป็นสุขปราศจากอันตรายตลอดมา

อยู่มาวันหนึ่ง พระนางเขมาอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี ทรงสุบินเห็นนกยูงทองแสดงธรรมให้ฟังอย่างไพเราะจับใจ ครั้นตื่นขึ้นจึงกราบทูลพระราชสวามี และทูลเล่าความประสงค์จะฟังธรรมของนกยูงทองดังที่ทรงพระสุบินนั้น พระราชสวามีเที่ยวสืบถามเหล่าพรานไพร ก็ทรงทราบจากลูกชายของพรานคนหนึ่ง ซึ่งพ่อของเขาได้บอกไว้เมื่อใกล้จะตายว่า มีนกยูงสีทองตัวหนึ่งอาศัยอยู่ที่ภูเขาโน้น จึงรับสั่งให้จับมาถวาย แต่อย่าทำให้ถึงตาย พรานไพรจึงเอาบ่วงไปดักในที่ที่นกยูงทองเที่ยวหากิน เมื่อนกยูงทองเหยียบที่บ่วง บ่วงก็ไม่รัดติด ด้วยอำนาจมนต์ที่นกยูงทองเจริญอยู่เป็นนิตย์ นายพรานพยายามดักอยู่ถึง ๗ ปีก็จับไม่ได้ จนตัวตาย พระนางเขมาราชเทวีเมื่อไม่ได้สมปรารถนาก็โศกเศร้าซูบผอมตรอมพระทัยจนถึงกับสิ้นพระชนม์ พระราชสวามีพิโรธเป็นกำลัง ที่มเหสีต้องสิ้นพระชนม์ลงเพราะนกยูงทอง จึงทรงจองเวรให้อาลักษณ์จารึกหนังสือไว้บนแผ่นทองว่า มีนกยูงทองตัวหนึ่งอาศัยอยู่ที่ภูเขา ถ้าใครได้กินเนื้อนกยูงตัวที่ว่านี้จะมีอายุยืนไม่แก่ไม่ตาย จารึกแล้วบรรจุแผ่นทองลงในหีบเพื่อคนภายหลังได้อ่าน ต่อมาพระราชาก็สวรรคต พระราชาผู้สืบสันตติวงศ์ทรงอ่านแผ่นทองนั้นแล้วสำคัญว่าเป็นจริง ก็รับสั่งให้พรานดักจับ ก็ไม่สมพระราชประสงค์จนคราวหนึ่งมีพรานคนหนึ่งเฝ้าสังเกตดูว่า ทำไมหนอบ่วงจึงไม่รูดรัดเท้านกยูงทองตัวนี้ เมื่อสะกดรอยดูก็เห็นนกยูงทองเจริญมนต์อยู่ทุกเช้าทุกเย็น จึงแน่ใจว่าเหตุนี้เองทำให้นกตัวนี้ไม่รำพึง เมื่อฝึกสอนได้ชำนาญแล้ว จึงจัดแจงอุ้มนางนกยูงทองไปแต่เช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น แล้วดักบ่วงไว้ก่อนเวลาที่นกยูงทองจะเจริญมนต์ พอเสร็จดักบ่วงไว้ นางนกยูงจึงส่งเสียงร้องด้วยสำเนียงไพเราะจับใจ พอนกยูงทองได้ยินเสียงร้องของนางนกยูง ก็รุ่มร้อนด้วยอำนาจกิเลสจนลืมเจริญมนต์ รีบโผผินบินไปยังที่ที่นางนกยูงอยู่ พอโผลงจากอากาศก็พอดีเท้าสอดเข้าไปในบ่วง บ่วงที่ไม่เคยรัดมานานก็รัดมัดเท้านกยูงทองจนติดแน่น นายพรานจึงนำนกยูงทองไปถวายพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินทรงพอพระราชหฤทัยมากที่จะได้เสวยเนื้อนกยูงทอง จะได้ไม่แก่ไม่ตายดังคำจารึกนั้น แต่ก่อนจัดการเสวยใคร่จะสนทนากับนกยูงทองเสียก่อน จึงจัดที่ให้นกยูงทองจับ เมื่อนกยูงทองจับบนที่นั้นแล้ว จึงทูลถามเหตุที่ทรงให้ดักจับ พระเจ้าแผ่นดินก็ตรัสเล่าตามที่ปรากฏในคำจารึกนั้น นกยูงทองจึงทูลว่า ทำไมพระองค์จึงทรงเชื่อดังนั้น ถ้าเนื้อตัวข้าพเจ้าวิเศษถึงกับทำให้คนกินไม่แก่ไม่ตายแล้ว ตัวข้าพเจ้าเองคงไม่ตายนะซิ แต่นี้ไม่เป็นเช่นนั้นแม้ข้าพเจ้าเองยังต้องตาย ไฉนผู้ที่กินเนื้อข้าพเจ้าจะไม่ตายเล่า ขอพระองค์อย่าได้ทรงเชื่อตามนั้นเลย จะกรรมหนักแก่พระองค์ แล้วนกยูงทองก็แสดงอานิสงส์ของการไม่เบียดเบียนสัตว์ จนพระเจ้าแผ่นดินทรงเลื่อมใส รับสั่งให้ปล่อยนกยูงทองไป แล้วทรงออกหมายประกาศมิให้ผู้ใดทำร้ายสัตว์ทั้งหลาย ในพระราชอาณาเขตของพระองค์ มนต์บทนี้ถือกันว่าทำให้แคล้วคลาดจากสรรพภัยพิบัติทั้งปวง

วัญถูกปริตร ว่าด้วยมนต์ของนกคุ่ม มีคำสวดขึ้นต้นว่า อตุถิโลเก สีลคุโณ สจุจิ โสเจยุยนุทยา บทนี้มีตำนานว่า:

พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นลูกนกคุ่ม อาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่งกับพ่อนกแม่นก วันหนึ่งไฟไหม้ลุกลามมาถึงในป่าที่นกคุ่มอยู่ ฝูงนกทั้งหลายก็บินหนีออกจากรังของตน ๆ พ่อนกแม่นกของลูกนกคุ่มก็บินหนีเอาตัวรอด ทิ้งลูกนกไว้ตัวเดียว ลูกนกคุ่มชะเง้อขึ้นเห็นไฟไหม้ลุกลามจวนจะถึงรังที่ตัวอยู่ จึงคิดว่าถ้าเรากางปีกบินไปได้ เราก็จะบินหนีไป ถ้าเราเดินได้เราก็จะเดินหนีไปที่อื่น พ่อแม่ของเราเล่าก็หนีเราไปเสียแล้ว เราหมดที่พึ่ง จะทำอย่างไรดี ที่นั้นลูกนกคุ่มโพธิสัตว์จึงนึกถึงคุณศีลคุณสัตย์ โดยบทว่า อธิถีโลเก สีลคุณ เป็นต้น อันมีความว่า คุณของศีล คุณของความสัตย์ และความสงบเสงี่ยม ความเอ็นดู ย่อมมีจริงในโลก ด้วยความสัตย์นั้น เราขอตั้งสัตยาธิษฐาน อนึ่ง เรานึกถึงพระธรรมและพระพุทธเจ้าทั้งหลายแต่กาลก่อน จึงขอตั้งคำสัตย์ดังต่อไปนี้ เรามีปีกทั้งสองข้างแต่บินไม่ได้ เรามีเท้าทั้งสองข้างแต่เดินไม่ได้ และพ่อแม่ของเราได้หนีไปเสียแล้ว ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นความจริง ด้วยความสัตย์นี้ ขอเปลวไฟจงกลับไปเสียจากที่นี้ ทันใดนั้นเปลวไฟก็หวนกลับไปจากที่นั้น แล้วดับลงทันที มนต์บทนี้ถือกันว่า ป้องกันไฟไหม้ นิยมกันมากเรียกว่า คาถานกคุ่ม

ในบทต่อไปนี้คือ อาฏานาฏิยปริตร กับ ชยปริตร ทั้งสองบทนี้ไม่พบคำนำกล่าวไว้ อนึ่ง อาฏานาฏิยปริตรกับชยปริตรนี้ใช้สำหรับสวดต่อท้ายเจ็ดตำนาน จึงไม่มีคำนำกล่าวไว้ ครั้นมาถึงสิบสองตำนาน ท่านนำบททั้งสองนี้รวมเข้าอยู่ในจำพวกตำนานด้วย เป็นบทที่ ๑๑ และ ๑๒ ไม่ใช่บทเบ็ดเตล็ดสำหรับสวดต่อท้ายอย่างที่ใช้สวดในเจ็ดตำนาน ทั้งนี้ถึงจะไม่พบตำนานที่ท่านกล่าวไว้ ก็พอจะกำหนดความประสงค์ของบททั้งสองนี้ได้ โดยอาศัยข้อความที่มีในบทสวด ซึ่งแสดงชัดแจ้งอยู่แล้วดังต่อไปนี้

อายปริตร ว่าด้วยมนต์ทำให้พ้นภัย มีคำสวดขึ้นต้นว่า ยันทุนนิมิตตัง อวมังคะลัญจะ โย จะมะนาปะโก สะกุณัสสะ สะทุโท อันมีความว่า ขอให้นิมิตที่ชั่วร้าย สิ่งไม่เป็นมงคล เสียงนกที่ไม่น่าฟัง (เห็นจะได้แก่เสียงนกแสกหรือนกกุ๊กซึ่งถือกันว่าเป็นเสียงบอกเหตุร้าย) บาปเคราะห์และฝันร้ายจงพินาศไปด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ขอให้ผู้มีทุกข์ มีภัย มีโศก จงหมดทุกข์ หมดภัย หมดโศก ขอให้เทพเจ้าอนุโมทนาบุญของเรา เสร็จแล้วขอเชิญกลับไปเถิด บทนี้เป็นบทส่งเทวดาด้วย ที่ต้องส่งนั้นเพราะเมื่อแรกสวดมนต์ ได้กล่าวเชิญชุมนุมเทวดาไว้ อนึ่ง บทนี้ที่รู้จักกันแพร่หลายเรียกว่าบท ยันทุนนิมิตตัง ถือว่าสวดก่อนนอน ทำให้ไม่ฝันร้ายและไม่มีสิ่งอวมงคลปรากฏ

ชัยปริตร ว่าด้วยมนต์ทำให้เกิดชัยชนะ มีบทสวดขึ้นต้นว่า มหา- การุณิโก นาโถ หิตาย สพฺพปาณีนํ หรือ ชยนุโต โพธิยา มูเล อัน มีความว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งของโลกประกอบด้วย พระมหากรุณา บำเพ็ญพระบารมีเพื่อประโยชน์แก่สรรพสัตว์ ได้บรรลุ พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ด้วยคำสัตย์นี้ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน ขอ ท่านจงเป็นผู้ชนะ เหมือนอย่างสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ ทรงชนะพระ ยามาร ณ โคนต้นโพธิ์ ทรงทำความพอใจให้เกิดแก่ศากยราชผู้เป็นพระ ประยูรญาติว่า พระองค์ชนะมาร ณ อปราชิตบัลลังก์ถึงความเป็นผู้เลิศแล้ว ฉะนั้น อนึ่ง สัตว์ทั้งหลายประพฤติชอบในเวลาใด เวลานั้นเชื่อว่าฤกษ์ดี มงคลดี ยามดี ขณะดี ครู่ดี เป็นต้น บทนี้เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่าสวด ชยนุโต มักใช้สวดในพิธีมงคล เช่นตอนเบิกบายต่าง ๆ ตอนรดน้ำคู่สมรส ตอนโกนจุก ตอนสวนสนาม เป็นต้น ถือกันว่าจะทำให้เกิดโชคชัย เช่นกับ พระพุทธเจ้าทรงบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ได้อภิเษกเป็นพระสัมมา สัมพุทธเจ้าได้ทรงชนะพระยามารฉะนั้น