พิธีแต่งงาน

ก่อนพุทธกาล

พิธีแต่งงานเป็นพิธีที่นิยมทำกันมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล การแต่งงานในครั้งกระโน้นดูเหมือนจะเป็นหน้าที่ของพราหมณ์โดยตลอด ตั้งต้นแต่การพราหมณ์ ๔ คนไปเที่ยวหาหญิงที่มีลักษณะเลอเลิศมาเป็นคู่ครอง พราหมณ์ ๔ คนได้ไปเที่ยวหาก็พบพระนางสิริมหามายา ราชธิดาของพระเจ้าชนาธิปกษัตริย์เมืองเทวทหะ ซึ่งกำลังประพาสอยู่ในสวน พราหมณ์ ๔ คนได้เอาพวงมาลัยสวมคอของพระนางเป็นเครื่องหมายว่าได้มีผู้หมายมั่นในตัวของพระนางแล้ว และพราหมณ์ทั้ง ๔ คนก็เข้าไปเฝ้าพระราชบิดาของพระนางทูลความประสงค์ของตนให้ทรงทราบ พระเจ้าชนาธิปทรงพอพระทัยยอมยกพระราชธิดาให้ ทั้งสองฝ่ายก็ได้จัดพิธีมงคลสมรสขึ้นในสวนลุมพินี ซึ่งอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์กับเมืองเทวทหะ โดยปลูกมณฑปขึ้นที่หัตถ์ของกันและกัน ขณะนั้นพราหมณ์ก็สวดพระเวทและเป่าสังข์ไปจนเสร็จพิธี พระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางสิริมหามายานี้แหละคือพระพุทธบิดา พระพุทธมารดาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา นี้เป็นเรื่องพิธีก่อนพุทธกาล

สมัยพุทธกาล

มาสมัยพุทธกาล พิธีนี้ก็ยังคงอยู่ เพราะพระพุทธศาสนายังไม่แพร่หลาย จึงต้องใช้พราหมณ์ ดังเรื่องนางวิสาขาแต่งงาน เรื่องมีอยู่ว่า นางวิสาขาลูกสาวของธนญชัยเศรษฐีเจ้าเมืองสาเกต ซึ่งอยู่นอกเมืองสาวัตถี ระยะทางประมาณหนึ่งโยชน์ ในเมืองสาวัตถีนั้นมีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อมิคารเศรษฐี คิดหาเมียให้ลูกชายชื่อ บุณณวัฒนะ ลูกชายไม่สมัคร แต่เสียพ่อไม่ได้พูดว่า ถ้าได้หญิงประกอบด้วย เบญจกัลยาณี ก็จะทำตามความประสงค์ของพ่อ พ่อถามว่า หญิงที่เจ้าว่านั้นเป็นอย่างไร ลูกชายตอบว่า ได้แก่หญิงที่มีผมงาม เนื้องาม ฟันงาม ผิวงาม และวัยงาม มิคารเศรษฐีได้ทราบความประสงค์ของลูกชายดังนั้น จึงให้เชิญพราหมณ์ ๘ คนไปถามว่า หญิงประกอบด้วยเบญจกัลยาณีมีอยู่ที่ไหนบ้างหรือไม่ พราหมณ์ทั้ง ๘ คนก็ตอบว่ามี เศรษฐีจึงได้มอบพวงมาลัยทองให้แก่พราหมณ์แล้วสั่งว่า เมื่อพบหญิงที่ต้องการให้เอาพวงมาลัยสวม พราหมณ์ ๘ คนเที่ยวเดินทางไปในประเทศต่าง ๆ เพื่อสืบหานางเบญจกัลยาณี ครั้นไปถึงเมืองสาเกตประจวบเวลานักขัตฤกษ์ เป็นเวลาที่หญิงสาวทั้งหลายออกไปอาบน้ำในแม่น้ำ และเป็นธรรมเนียมที่ทุกคนเดินไปเอง ถึงแม้หญิงผู้ดี ก็ไม่ให้นั่งไปในวอหาม ซึ่งชักม่านปิดไม่ให้ใครเห็นเหมือนในวันปรกติ ดังนี้ ในวันนักขัตฤกษ์ที่เป็นวันอาบน้ำนั้น ชายหนุ่มทั้งหลายย่อมจะไปดูกันเกลื่อนกล่นตามทาง เพื่อจะได้เห็นผู้ดีสาว ๆ ซึ่งนาน ๆ จะได้เห็นสักครั้งหนึ่ง แม้พราหมณ์ ๘ คนก็ไปคอยดูอยู่ด้วย ได้เห็นนางวิสาขามีความงามครบ ๕ ประการ จึงได้เอาพวงมาลัยสวมคอนางวิสาขาเป็นเครื่องหมายให้รู้ว่า ได้มีผู้หมายมั่นในตัวนางแล้ว นางวิสาขาถามว่าท่านมาแต่ไหน พราหมณ์ได้ตอบชี้แจงความประสงค์ของตนที่เป็นผู้รับอาสามาให้นางฟังจนตลอด เมื่อเป็นที่เข้าใจกันดีแล้ว นางได้เชิญพราหมณ์ไปที่บ้านเพื่อตกลงกับเศรษฐีผู้เป็นบิดา เมื่อพราหมณ์ไปถึงบ้านของนาง ได้แจ้งความประสงค์ของตนให้เศรษฐีทราบ ด้วยความเคารพต่อพราหมณ์ เศรษฐีก็ยินดีที่จะยกลูกสาวของตนให้ แล้วกำหนดวันที่จะทำการสมรส พราหมณ์ทั้ง ๘ พักอยู่ที่บ้านวิสาขา ๒-๓ วัน ก็กลับไปเมืองสาวัตถีแจ้งเรื่องให้มิคารเศรษฐีทราบ มิคารเศรษฐีจึงพาลูกชายไปทำพิธีสมรสที่บ้านฝ่ายหญิง การทำพิธีในครั้งนั้นทำกันอย่างมโหฬาร ก่อนวันส่งตัวลูกสาววันหนึ่ง ท่านธนญชัยเศรษฐีได้ให้โอวาทแก่นางวิสาขา ซึ่งเป็นธรรมเนียมว่าผู้หลักผู้ใหญ่จะต้องสั่งสอนลูกของตนที่จะมีเรือนต่อไป โอวาทนั้นมีอยู่ว่า ธรรมดาหญิงที่จะมีผัวควรรักษามารยาท เป็นต้นว่า "ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า" หมายความว่าอย่านำเรื่องในบ้านไปพูดนอกบ้าน และอย่านำเรื่องนอกบ้านอันเป็นเรื่องรำคาญหูเข้ามาในบ้าน ตลอดจนให้รู้จักปฏิบัติผัวทุกประการ

นอกจากนี้พิธีทำกันดังกล่าวนั้น ยังมีพิธีทำกันเป็นสามัญในสมัยนั้นอย่างอื่นอีก เช่น ชายซื้อหญิงด้วยทรัพย์มากบ้างน้อยบ้างแล้วมาอยู่รวมกัน หรือเมื่อพอใจกันทั้งสองฝ่ายก็ตกลงอยู่ร่วมกันโดยไม่มีพิธีการอะไร หรือหญิงที่ได้เครื่องอุปกรณ์เรือน มีครก สาก เป็นต้น แล้วยอมเป็นเมีย พิธีนี้ใช้แต่งงานกับหญิงบ้านนอก หรือพวกญาติจับมือคู่บ่าวสาวจุ่มลงในถาดที่มีน้ำแล้วพูดว่า จงพร้อมเพรียงกันไม่แตกแยกกันเหมือนน้ำนี้เถิด เพียงนี้ก็เสร็จพิธีแต่งงาน หรือชายเห็นหญิงเก็บผักหักฟืนตามทุ่งไร่ทุ่งนามีผ้าโพกศีรษะ แล้วเอาผ้าโพกออกจากศีรษะพาไปเรือนของตน เพียงเท่านี้ก็เป็นการแต่งงานกันแล้ว