การบวช

การบวชเป็นกรณียกิจประจำชีวิตของพุทธศาสนิกชนมานานแล้ว ถือกันเคร่งครัดมาก เพราะการบวชเป็นการเปลี่ยนชีวิตจิตใจที่เคยฟุ้งซ่าน ซึ่งหมกมุ่นอยู่กับเรื่องของโลก ให้อยู่ในอาการสงบ

คำว่า บวช เห็นจะมาจากศัพท์ว่า ปวช อ่านว่า ปะวะจะ แปลว่า "เว้นจากสิ่งที่ควรเว้นทั่ว ๆ ไป" หมายความว่าสิ่งใดที่เป็นไปเพื่อความหมก มุ่นมัวเมาหรือฟุ้งกิเลส ก็เว้นสิ่งนั้นเสีย นี่เป็นความหมายคำว่า บวช

การบวชนี้ ตอนแรกพระพุทธองค์ทรงบวชให้เอง ซึ่งเรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา คือบวชโดยวิธีที่พระพุทธองค์ทรงเปล่งวาจาว่า "มาเถิด ภิกษุ ธรรมเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อพ้นทุกข์โดยทางที่ชอบเถิด" หรือเพียงว่า "มาเถิด ภิกษุ จงประพฤติพรหมจรรย์เถิด" ดังนี้ เป็นอันผู้นั้นได้รับบวชเป็นภิกษุในพระศาสนาแล้วโดยสมบูรณ์

ภายหลังเมื่อมีผู้บวชเป็นสาวกมากขึ้น พระพุทธองค์จึงส่งไปประกาศพระศาสนาตามที่ต่าง ๆ สาวกไปประกาศพระศาสนาถึงไหน ก็มีผู้เลื่อมใสขอบวชเป็นอันมาก แต่พระสาวกไม่มีอำนาจที่จะบวชให้ได้ ต้องพามาเฝ้าพระพุทธองค์ทำให้ได้รับความลำบากมาก เพราะทางกันดารไปมาลำบาก ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงอนุญาตให้พระสาวกบวชกุลบุตรได้เอง โดยวิธีที่ให้ผู้จะบวชโกนผม โกนหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์เข้ามากราบเท้าภิกษุ แล้วภิกษุผู้เป็นอาจารย์บอกให้ว่าตามว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ, สังฆัง สรณัง คัจฉามิ แปลว่า "ข้าพเจ้าขอยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง" ดังนี้ เป็นอันเสร็จวิธีบวช

การบวชชนิดนี้ เรียกว่า ติสรณคมนูปสัมปทา คือบวชด้วยวิธียึดไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่ง ครั้นกาลต่อมาพระสงฆ์มีมากขึ้น พระพุทธองค์ทรงมอบอำนาจในการบวชให้เป็นหน้าที่ของสงฆ์ ไม่ทรงให้อำนาจแก่เอกชนให้สงฆ์พร้อมเพรียงกันในการรับคนบวช เป็นอันยกเลิกการบวชด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาดังที่กล่าวแล้วนั้นเสีย

การบวชวิธีที่สามนี้เรียกว่า ญัตติจตุตถกรรม คือประกาศให้สงฆ์รู้ ๔ ครั้ง ครั้นประกาศให้รู้ว่าคนชื่อนั้นจะขอบวช เรียกว่า ญัตติ แล้วประกาศขออนุมัติต่อสงฆ์ เพื่อรับผู้นั้นบวช ๓ ครั้ง เรียกว่า อนุสาวนา รวมญัตติ ๑ ครั้ง อนุสาวนา ๓ ครั้ง เรียกว่า ญัตติจตุตถกรรม

การที่พระพุทธองค์ทรงมอบอำนาจการบวชให้แก่สงฆ์โดยสิ้นเชิงนั้น เป็นกุศโลบายอย่างสำคัญในอันที่จะดำรงพระศาสนาให้ถาวรอยู่ได้จนทุกวันนี้ เพราะถ้าอำนาจการบวชอยู่แก่บุคคลดังวิธีที่ ๑ คือ เอหิภิกขุอุปสัมปทา ก็อยู่ได้เพียงชั่วพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ และวิธีที่ ๒ คือ ติสรณคมนูปสัมปทา ก็อยู่ได้เพียงชั่วอายุของพระสาวกเหล่านั้นเท่านั้น เมื่อมอบอำนาจให้สงฆ์เช่นนี้ ก็ยังยืนอยู่ได้ตลอดมาตราบเท่าถึงทุกวันนี้ และยังจะมีตลอดไปจนที่สุดพระศาสนา

การบวชด้วยญัตติจตุตถกรรม เป็นหลักที่ทำอยู่ทุกวันนี้ และมีพิธีเพิ่มเติมอีกหลายอย่าง แต่เป็นพิธีซึ่งนิยมทำกันมา

การบวช ถ้าบวชเป็นสามเณร เรียกว่า บรรพชา ถ้าบวชเป็นพระ อุปสมบท ในที่นี้จะพูดเฉพาะบวชพระ แต่ก่อนที่จะเป็นพระ ตามธรรม เนียมก็ต้องขอบรรพชาเป็นสามเณรก่อนเสมอ แล้วขออุปสมบทในลำดับต่อไป

ประเพณีของชาวไทยเรา เมื่ออายุครบ ๒๐ ปีหรือกว่านั้น ซึ่งเป็นอายุอยู่ในเกณฑ์ที่ถือกันว่ามีใจคอหนักแน่น อดทนต่อความหิวกระหายได้ ก็เตรียมตัวบวช เตรียมเครื่องอัฏฐบริขาร คือ สบง จีวร สังฆาฏิ บาตร มีดโกน เข็ม รัดประคด หม้อกรองน้ำ รวม ๘ อย่างไว้ให้ครบ ก่อนบวชประมาณ ๑๕ วัน หรือ ๑ เดือน ต้องนำลูกหลานที่จะบวชไปฝากอยู่กับพระเพื่อท่องขานนาค แล้วซ้อมวิธีบวชในเวลาอันสมควร ตอนนี้เรียกว่านาค ตอนเป็นนาคนี้สำคัญ กำลังมีสง่าราศี ไม่ให้เที่ยวเตร่ เพราะถ้าไปมีเรื่องขึ้นก็ไม่ได้บวช พ่อแม่หรือผู้ปกครองจึงกวดขันลูกหลานของตนตอนที่เป็นนาคมาก

การที่เรียกผู้จะบวชว่านาคนั้น ท่านกล่าวเป็นตำนานว่า มีพญานาคแปลงเป็นมนุษย์มาบวช แต่พอนอนหลับก็กลับเป็นนาคตามเดิม วันหนึ่งมีภิกษุไปเห็นขณะที่ภิกษุนั้นนอนหลับมีกายเป็นนาค จึงนำความไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์เรียกตัวมาถามได้ความว่าเป็นนาคจริง แต่มีศรัทธาอยากจะบวชจึงได้แปลงเป็นมนุษย์มา พระพุทธองค์ตรัสว่า สัตว์เดียรัจฉานบวชไม่ได้ แล้วสั่งให้สึกเสียกลับเป็นนาคตามเดิม พญานาคนั้นมีความอาลัยมาก จึงทูลว่าถึงจะไม่ได้บวชอยู่ต่อไปก็ขอฝากชื่อไว้ ถ้าผู้ใดจะบวชขอให้เรียกชื่อว่านาคเสมอไป พระพุทธองค์ทรงรับคำพญานาคตั้งแต่นั้นมา จึงเป็นธรรมเนียมเรียกผู้ที่จะบวชว่านาคสืบมา และคำว่าขานนาคก็คือขนานชื่อนาคนั้นเอง เพราะแต่ก่อนผู้บวชต้องขนานชื่อของตนว่า นาโค ซึ่งแปลว่านาค เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นบอกฉายาไปแล้ว

อนึ่ง คำว่า นาค นี้ แปลตามศัพท์ว่า ผู้ประเสริฐ ผู้ไม่ทำบาป จะหมายว่าผู้ที่จะบวชเป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้ไม่ทำบาปก็น่าจะได้ จึงเรียกว่า นาค

เมื่อผู้จะบวชอยู่กับพระพอสมควรแล้ว ครั้นใกล้จะถึงวันบวชมีธรรมเนียมว่า ต้องนำดอกไม้ธูปเทียนไปเที่ยวขอลาญาติพี่น้อง และผู้หลักผู้ใหญ่ที่ตนเคารพนับถือ เมื่อขอลาแล้วเริ่มพิธีบวชต่อไป ก่อนบวชวันหนึ่งในเวลาเย็น มักมีการทำขวัญ การทำขวัญนั้น นาคต้องโกนหัว แต่งตัวเข้าไปนั่งในที่ที่จะทำขวัญ มีบายศรี และแว่นเวียนเทียน พวกญาติพี่น้องมิตรสหายมานั่งล้อมเป็นวง บริการต่าง ๆ เช่น บาตร ผ้าไตร และเครื่องสักการะทั้งปวง ก็นำมาทั้งที่ทำขวัญด้วย แล้วหมอทำขวัญก็ว่าทำขวัญเป็นทำนอง จนน้ำตาไหลก็มี เมื่อจบทำขวัญก็เบิกแว่นเวียนเทียน เวียนไปจนรอบนาค เป็นเสร็จพิธีทำขวัญ

รุ่งขึ้นวันที่จะบวช บรรดาญาติพี่น้องและผู้เป็นเจ้าของนาค ก็จัดการแห่นาคไปวัด การแห่นาคนี้ทำกันอย่างเอิกเกริกสนุกสนาน ซึ่งสุดแต่จะนิยมทำกันอย่างไร พาหนะสำหรับนาคนั้นโดยมากขี่ม้าและมีกลดกั้น การที่ให้นาคขี่ม้าจะถือตามอย่างครั้งเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อออกบวชก็ได้ที่ม้ากัณฐกะราชไป แต่ไม่มีพิธีแห่ เจ้าชายสิทธัตถะนี้ภายหลังได้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นจะด้วยเหตุนี้เองจึงนิยมให้นาคขี่ม้าแล้วแห่ไป เมื่อแห่ถึงวัดนาคลงจากหลังม้า ตอนจะเข้าโบสถ์ก็แห่รอบโบสถ์อีก 3 ครั้ง บางแห่งยังมีการบูชาเสมา หมายความว่าจะเข้าเขตพระพุทธเจ้าต้องบูชาเสียก่อน เป็นการบูชาพระนั้นเอง แล้วจึงเข้าโบสถ์ ตอนจะเข้าโบสถ์นี้ถือกันเป็นสองนัย นัยหนึ่งว่าญาติจูงนาคเข้าโบสถ์ เพราะเกรงว่านาคจะประหม่าตกใจไม่กล้าเข้าโบสถ์ญาติจึงต้องจูงเข้าไป ถ้าพ่อแม่จูง แม่ต้องอยู่ขวาพ่ออยู่ซ้าย นัยหนึ่งว่านาคจูงญาติเข้าไปโบสถ์เพื่อให้ได้ถึงพระ

การบวชต้องบวชในโบสถ์ เพราะโบสถ์อยู่ภายในเขตสีมา การบวชเป็นสังฆกรรมอันหนึ่งต้องทำในเขตสีมา ดังได้กล่าวมาแล้วในเรื่องสีมา เมื่อนาคเข้าโบสถ์แล้วไปจุดเทียนบูชา เมื่อบูชาพระแล้วก็มานั่งตามที่ที่จัดไว้ บรรดาญาติมิตรและผู้เป็นเจ้าของนาคก็ไปประชุมพร้อมกันในโบสถ์ ตอนนี้บางรายก็มีระเบียบเรียบร้อย บางรายก็โกลาหล คือนั่งกันเกลื่อนกลาดไม่เป็นระเบียบ ยิ่งรวมกันหลายนาคหลายเจ้าของ ก็ยิ่งวุ่นวายเกลื่อนกลาดปะปนกันยุ่ง เสียงเอะอะอึงคะนึงไปก้องโบสถ์ บางทีเจ้าวัดต้องร้องบอกให้สงบจึงสงบลงได้ แต่เดี๋ยวนี้ดูเหมือนจะมีระเบียบดีขึ้นแล้ว เพราะทางวัดกวดขันมากขึ้น เมื่อเป็นระเบียบแล้ว เจ้าของนาคจึงมอบผ้าไตรส่งให้นาค ถ้าเป็นพ่อแม่ต้องพร้อมกันส่งให้นาค ก่อนส่งให้นาคต้องกราบพ่อแม่ก่อน เสร็จแล้วนาคอุ้มไตรคุกเข่าประนมมือ เข้าไปท่ามกลางสงฆ์ ขอบรรพชาต่อพระอุปัชฌาย์ พระสงฆ์ที่ไปนั่งในการบวชนี้มีกำหนดว่า ถ้าเป็นท้องที่ที่หาพระยากต้องมีอย่างน้อย ๕ รูป ถ้าเป็นท้องที่ที่หาพระง่าย ต้องมีอย่างน้อย ๑๐ รูป ถ้าจะมีเกินกว่ากำหนดนี้ก็ได้ และมีพระเถระรูปหนึ่งเป็นอุปัชฌาย์ คือเป็นประธานในการบวชและเป็นผู้คอยตรวจตราโทษของผู้บวช เมื่อขอบรรพชาเสร็จแล้ว ออกมาครองผ้า แล้วเข้าไปขอศีล ๘ กับพระอาจารย์ ผู้ที่นั่งคอยท่าอยู่ข้างท้ายที่ประชุมสงฆ์ เป็นอันได้รับบรรพชาเป็นสามเณรในตอนนี้ ต่อนั้นก็อุ้มบาตรเข้าไปหาอุปัชฌาย์ ขอนิสัยคือขอให้เป็นที่พึ่งพำนักต่อไป ลำดับนั้นพระอาจารย์ผู้เป็นคู่สวดเอาบาตรคล้องผู้บวช แล้วบอกบาตรจีวร เสร็จแล้วบอกให้ผู้บวชไปยืนห่างจากสงฆ์ตั้งแต่ ๑๒ ศอกขึ้นไป พระอาจารย์ผู้เป็นคู่สวดสมมติตนเป็นผู้สอนและซักซ้อมผู้บวชต่อหน้าสงฆ์ เสร็จแล้วออกมาซักถามผู้บวชว่า เป็นโรคเรื้อน, ผี, ขี้กลาก, หิด, ลมบ้าหมู หรือเปล่า? มีหนี้สินหรือเปล่า? เป็นราชภัฏคือข้าราชการหรือเปล่า? พ่อแม่อนุญาตให้บวชแล้วหรือ? มีอายุครบ ๒๐ แล้วหรือ? และถามอื่น ๆ อีกหลายอย่าง ผู้บวชก็ตอบได้ตามที่เป็นจริง ทั้งคำถามของพระอาจารย์และคำตอบของผู้บวชว่าเป็นภาษามคธ เสร็จแล้วพระคู่สวดกลับไปท่ามกลางสงฆ์ เรียกผู้บวชเข้าไปด้วย ผู้บวชเมื่อเข้าไปแล้วก็ขออุปสมบทต่อสงฆ์ พระอุปัชฌาย์เคียงสงฆ์ เพื่อขอให้สงฆ์ถามข้อความดังที่กล่าวแล้วนั้นอีก พระคู่สวดสมมติตนเป็นผู้ถามแทนสงฆ์ การถามในตอนนี้ถามในท่ามกลางสงฆ์ เมื่อสอบถามเสร็จแล้วก็สวดญัตติจตุตถกรรม หรือที่เรียกกันว่าสวดญัตติในลำดับต่อไป แล้วพระอุปัชฌาย์ก็สอน เรียกว่า บอกอนุศาสน์ การบอกอนุศาสน์ คือสั่งสอนพระบวชใหม่ให้รู้ว่า เมื่อบวชเป็นพระแล้วจะควรทำอย่างไร ไม่ควรทำอย่างไร อันเป็นกิจเบื้องต้นก่อน เช่นให้ผู้นิสัย คือปัจจัยหรือเครื่องอาศัยของบรรพชิต ๔ อย่าง มี ๑. เที่ยวบิณฑบาต ๒. นุ่งห่มผ้าบังสุกุล ๓. อยู่โคนไม้ ๔. ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า

การนุ่งห่มผ้าบังสุกุล อยู่โคนต้นไม้ ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า ได้ บัญญัติไว้ในสมัยที่บ้านเมืองยังไม่เจริญ ยังอัตคัดขาดแคลนอยู่มาก ครั้น มาสมัยบ้านเมืองเจริญ ความเป็นอยู่ของพระก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามความ เจริญของบ้านเมือง เช่นแทนที่จะเที่ยวหาผ้าบังสุกุลซึ่งเขาทอดทิ้งไว้ตาม ขยะมูลฝอยหรือตามป่าช้ามาทำเป็นผ้านุ่งห่ม สมัยนี้ผ้าเนื้อดี ๆ มีมากและมี ผู้มีศรัทธาถวายก็มาก จึงอนุญาตให้ใช้ผ้าเนื้อดี ๆ ได้ แทนที่จะอยู่ตามโคน ไม้ บัดนี้ วัดวาอารามมีมากแล้ว จึงอนุญาตให้อยู่ตามวัดได้ แทนที่จะฉัน ยาดองด้วยน้ำมูตรเน่าแก้โรคต่าง ๆ บัดนี้ความเจริญทางแพทย์ ได้เจริญมาก แล้ว ก็อนุญาตให้ฉันยาตามที่แพทย์สมัยนี้สั่งได้

นอกจากนี้พระอุปัชฌาย์ยังได้สอนต่อไปถึงอปัณณกปฏิปทา คือกิจที่บรรพชิตไม่ควรทำ ๙ อย่าง มี ๑. เสพเมถุน ๒. ลักของเขา ๓. ฆ่าสัตว์ ๔. พูดอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน

เมื่อพระอุปัชฌาย์บอกอนุศาสน์เสร็จแล้ว เป็นอันเสร็จพิธีการให้อุปสมบทเพียงนี้ ผู้บวชก็ดำรงภาวะเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ต่อจากนั้นถ้ามีผู้จะถวายไทยทาน ผู้บวชใหม่ก็ออกไปนั่งรับที่ท้ายสงฆ์ เสร็จแล้วเข้ามานั่งที่เดิม ขณะที่สงฆ์สวดอนุโมทนาและให้พร ผู้บวชใหม่ก็กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลในการบวชให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้วตามประเพณี กรวดน้ำอยู่เพียงยถาจบ แล้วประนมมือรับพรกว่าจะสวดจบ เป็นอันเสร็จพิธี ต่อจากนั้นบางรายก็มีการฉลองพระบวชใหม่ บางรายก็ไม่มี ทั้งนี้แล้วแต่ความสะดวก

อนึ่ง ผู้ที่บวชแล้วมีชื่อเรียกว่า พระบ้าง สมณะบ้าง ภิกษุบ้าง บรรพชิตบ้าง ที่เรียกว่า พระ เพราะเป็นผู้ประเสริฐ ควรกราบไหว้บูชา เรียกว่า สมณะ เพราะเป็นผู้สงบระงับจากความชั่ว เรียกว่า ภิกษุ เพราะเป็นผู้ขอ คือรับไทยทานจากทายก อีกอย่างหนึ่ง เพราะเป็นผู้เห็นภัยในการอยู่ครองเรือน เรียกว่า บรรพชิต เพราะเป็นผู้เว้นจากการควรเว้นทุกอย่าง เหล่านี้เป็นคำเรียกผู้บวช

การบวชที่กล่าวมานี้ กล่าวตามประเพณีนิยมอย่างหนึ่ง และพูดตามหลักบัญญัติอย่างหนึ่ง สำหรับประเพณีนิยมเช่น การทำขวัญ การแห่ การฉลอง จะทำหรือไม่ทำก็สุดแต่ความสะดวกใจของผู้เป็นเจ้าของงาน ส่วนหลักบัญญัติเช่นผู้บวชต้องมีอายุ ๒๐ ปี หรือเกินกว่านั้น ไม่เป็นโรคที่ติดต่อ ง่าย เป็นชาย และการบวชภายในเขตสีมา การขอบรรพชาอุปสมบท และอื่น ๆ อันเป็นพุทธบัญญัติ ต้องทำจึงจะเป็นการบวชที่ถูกต้องตามทางพระพุทธศาสนา ทั้งนี้มีเรื่องละเอียดอยู่ในอุปสมบทวิธี ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงนิพนธ์ไว้นั้นแล้ว