อุปกรณ์ตรวจวัดฟอสเฟตจากกระดาษ

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ณัฐชุตา สมมิตร, ณัฐชนันท์ รัตนพันธ์, นภกมล แก้วสม

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

สุรัสวดี มณี

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนทุ่งสง

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2566

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ในปัจจุบันมนุษย์ให้ความสำคัญกับสุขภาพโดยเฉพาะเรื่องการบริโภคอาหารและน้ำดื่ม ผลการสำรวจ จากหลายแหล่งพบว่า ฟอสเฟตคือสิ่งที่พบปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่มมากที่สุด และหากบริโภคมากเกินไปจะ เกิดการสะสมในเลือด และส่งผลเสียมากที่สุดต่อผู้ป่วยโรคไต ซึ่งการไทเทรตและการใช้ไฟฟ้าเคมีเป็นวิธีมาตรฐาน ที่ใช้ตรวจวัดปริมาณฟอสเฟต อย่างไรก็ตามวิธีเหล่านี้อาจมีข้อจ้ากัด เช่น มีต้นทุนในการตรวจสอบสูง ต้องทดลอง ในห้องปฏิบัติการ และต้องอาศัย ผู้ที่มีทักษะในการทดลอง เพื่อลดข้อจ้ากัดดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงได้ศึกษาและ สร้างอุปกรณ์ตรวจวัดฟอสเฟตจากกระดาษที่ท้าง่ายและใช้งานได้สะดวก ราคาถูก โดยอาศัยการเกิดปฏิกิริยาเคมี ระหว่างสาร A B และ C (สารตัวอย่าง) ที่ใช้หยดบนกระดาษกรองโดยใช้หลอดแคปปิลลารี ในอัตราส่วนที่ เหมาะสมต่อความเข้มของสีฟอสเฟตที่ความเข้มข้น 0, 0.1, 1, 2, 4, 8, 10, 15, 20และ 25 ppm คือ A : B : C = 1.1:1.8:2.4เซนติเมตร เพราะจะให้ค่าความเข้มของสีแปรผันตรงกับความเข้มข้นของฟอสเฟต เมื่อหยดสาร A (กรด แอสคอร์บิก) บนกระดาษกรองเสร็จรอจนแห้ง และตามด้วยสาร B (แอมโมเนียมโมลิบเดต เตตระไฮเดรต + โพแทสเซียมแอนติโมนิลทาร์เทรต + กรดซัลฟิวริก + เอทิลีนไกลคอล) และหยด C (สารละลายตัวอย่างฟอสเฟต) ตามทันที หลังจากนั้นประมาณ 4 นาทีจะปรากฏสีน้ำเงินอมฟ้าบนกระดาษกรอง วิธีนี้คือ วิธีโมลิบดินัมบลู โดยใช้การ เกิดปฏิกิริยาระหว่างฟอสเฟตกับโมลิบเดต(molybdate) ในสภาพกรด(ascorbicacid) เกิดเป็นสารประกอบเชิงซ้อนสี เหลืองของโมลิบโดฟอสเฟต (molybdophosphate, Mo (VI)) จากนั้นสารสีเหลืองนี้ถูกรีดิวซ์ด้วยกรดแอสคอร์บิกเกิด เป็นสารประกอบเชิงซ้อนสีฟ้า (molybdenum-phosphatecomplex) ซึ่งช่วงความเข้มข้นที่สามารถตรวจวัดได้จาก อุปกรณ์ตรวจวัดฟอสเฟตจากกระดาษอยู่ในช่วงความเข้มข้นของฟอสเฟต 0-8 ppm ดังนั้นอุปกรณ์ตรวจวัด ฟอสเฟตจากกระดาษนี้จึงสามารถช่วยวัดปริมาณฟอสเฟตให้ผลในเชิงคุณภาพที่แม่นยำและการใช้งานที่สะดวก ทำการทดสอบได้ง่าย ราคาถูก ที่สำคัญย่อยสลายง่ายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม