การวิเคราะห์หาปริมาณของคาเฟอีนจากเมล็ดกาแฟโรบัสต้า สกัดโดยใช้ตัวทำละลายอินทรีย์และน้ำ

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

สิริมาดา คล้ายคลึง, สิรินดา พุ่มทอง

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

รอซาลี สะมะแอ

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนวรนารีเฉลิม จังหวัดสงขลา

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2566

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

โครงงานนี้เป็นการวิเคราะห์หาปริมาณของคาเฟอีนจากเมล็ดกาแฟโรบัสต้า โดยใช้น้ำและตัวทำละลายอินทรีย์ซึ่งประกอบด้วยเอทิลอะซิเตทและไดคลอโรมีเทนในการสกัด โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์หาสภาวะที่เหมาะสมในการหาปริมาณของคาเฟอีนในเมล็ดกาแฟโรบัสต้า ที่สกัดโดยใช้วิธีการสกัดร้อนด้วยน้ำ การสกัดด้วยตัวทำละลายอินทรีย์ไดคลอโรมีเทนและการใช้คาเฟอีนบริสุทธิ์ การวิเคราะห์หาจำนวนครั้งที่เหมาะสมในการสกัดคาเฟอีน ที่ใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ไดคลอโรมีเทน การวิเคราะห์หาปริมาณที่เหมาะสมในการสกัดคาเฟอีนจากกราฟมาตรฐาน (calibration curve) และเพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบปริมาณคาเฟอีนที่สกัดจากตัวทำละลายที่เป็นน้ำและตัวทำละลายอินทรีย์ไดคลอโรมีเทนและเอทิลอะซิเตท โดยจากการทดลองเบื้องต้นพบว่า ในการทดลองหาสภาวะที่เหมาะสมในการหาปริมาณคาเฟอีนทำให้ทราบว่าควรหาปริมาณคาเฟอีนที่ผ่านการสกัดโดยตัวทำละลายอินทรีย์ไดคลอโรมีเทนซึ่งจะมีประสิทธิภาพและเหมาะสมมากกว่าการสกัดร้อนด้วยน้ำ ในการทดลองหาจำนวนครั้งที่เหมาะสมในการสกัดคาเฟอีนทำให้ทราบว่าควรสกัดเป็นจำนวน 3 ครั้ง จึงจะสามารถสกัดคาเฟอีนออกจากเมล็ดกาแฟได้ร้อยละ 95 เปอร์เซ็นต์ ในการหาปริมาณความเข้มข้นที่เหมาะสมในการสกัดคาเฟอีนจากกราฟมาตรฐานทำให้ทราบว่าปริมาณคาเฟอีนตั้งแต่ 0.5 มิลลิกรัม , 1 มิลลิกรัม , 2 มิลลิกรัม และ 3 มิลลิกรัม ซึ่งกราฟแสดงค่า R^2 (R-Square) มีค่าเท่ากับ 0.9994 ซึ่งมีค่าใกล้เคียง 1 มากที่สุดจึงเป็นปริมาณที่เหมาะสมในการสกัดหาปริมาณคาเฟอีน และในการวิเคราะห์เปรียบเทียบปริมาณคาเฟอีนที่สกัดได้จากตัวทำละลายที่เป็นน้ำและตัวทำละลายอินทรีย์ไดคลอโรมีเทนและเอทิลอะซิเตททำให้ทราบว่าเอทิลอะซิเตทสามารถสกัดคาเฟอีนได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด รองลงมา คือ กาแฟที่ผ่านการสกัดร้อนด้วยน้ำที่ใช้ตัวทำละลายไดคลอโรมีเทนในการสกัด และคาเฟอีนที่สกัดโดยตัวทำละลายไดคลอโรมีเทนสามารถสกัดได้น้อยที่สุด