เปรียบเทียบประสิทธิภาพในการสกัดเซริซินจากเอนไซม์ธรรมชาติและสารละลายเบสจากขี้เถ้า

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ปัณณพร อาจกล้า, ธนโชติ พิชพรม, รินรดา คุณเวียง

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

วัชราภรณ์ แสนนา

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย บุรีรัมย์

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2560

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ผ้าไหมเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของประเทศไทยและเป็นภูมิปัญญาที่มีมาแต่โบราณซึ่งแสดงออกถึงความประณีตและความใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต ซึ่งมีความสวยงามทั้งลวดลายและการถักทอ สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนเป็นอย่างมาก

ซึ่งกว่าจะได้เป็นเส้นไหมแต่ล่ะเส้นนั้นจะต้องผ่านกระบวนการที่ประณีตต่างๆหลายขั้นตอน มีทั้งการเลี้ยงไหม สาวไหม เตรียมเส้นไหม มัดหมี่ การย้อมสี การแก้หมี่ การทอผ้าและอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญของการผลิตเส้นไหม คือ การลอกกาวไหม กระบวนการลอกกาวไหมหรือการฟอกกาวไหมหรือการด่องไหมเป็นกระบวนการที่ทำให้ เส้นไหมมีลักษณะมันวาว เงางาม เรียบ อ่อนนุ่ม ลดความกระด้างของเส้นไหม สะอาด และมีความสามารถในการติดสีและติดสีทนนานดีมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากลอกกาวไหมแบบไม่ถูกวิธีจะทำให้เส้นไหมเสียสภาพ ความสามารถในการติดสีไม่ดีและความแข็งแรงของเส้นไหมก็จะน้อยลงไปอีกด้วย

แต่ในปัจจุบันมีการใช้เอ็นไซม์โปรติเอสมาใช้ในการลอกกาวไหมเช่นกันแต่การใช้เอ็นไซม์นี้มีปัญหาในด้านของราคาที่ค่อนข้างสูงต้องมีกระบวนการเฉพาะทำให้ต้นทุนในการลอกกาวไหมด้วยวิธีนี้มีราคาแพงกว่ากระบวนการแบบทั่วไป

ปัญหาดังกล่าวจึงทำให้มีแนวคิดที่จะหาด่างและเอนไซม์จากสารธรรมชาติที่มีความสามารถในการลอกกาวเส้นไหมที่มีราคาไม่สูงมากนักและไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้งาน จากการศึกษาพบว่า เอนไซม์บรอมีเลนจากสารสกัดของเปลือกสับปะรด เอนไซม์ปาเปนจากสารสกัดยางมะละกอ และด่างจากน้ำขี้เถ้าของเปลือกไข่ ซึ่งมีความสามารถในการทำลายพันธะเพปไทด์ของโปรตีนเซริซินที่เคลือบอยู่บนเส้นไหม ทำให้เส้นไหมมีลักษณะหยาบกระด้างและติดสีได้ยาก ซึ่งสารที่นำมาทำการทดลองนี้ไม่มีผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และมีประสิทธิภาพในการลอกกาวไหมใกล้เคียงกับการใช้สารเคมี จึงเหมาะสมที่จะนำเอาสารทั้งสามชนิดนี้มาศึกษาในการลอกกาวไหมและศึกษาความเข้มข้นของสารจากธรรมชาติที่เหมาะสมในการลอกกาวไหม