การบ่มเซรั่มน้ำยางด้วยแบคทีเรียโพรไบโอติก เพื่อใช้เป็นสารส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ณัชชา จิรัฐิติโชติ, ณัฐชพร แซ่จิว

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

อรทัย แดงสวัสดิ์, ปฏิมา เพิ่มพูนพัฒนา

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนมอ.วิทยานุสรณ์ สุราษฎร์ธานี

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2564

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาผลของการบ่มเซรั่มน้ำยางด้วยแบคทีเรียโพรไบโอติก ที่นำไปใช้ในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งนำเซรั่มน้ำยางที่ได้จากการเตรียมน้ำยางข้นโดยวิธีการครีมมิ่ง มาวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารหลัก โดยวิธี ICP-MS เเละ CHNSO แล้วนำไปบ่มกับแบคทีเรีย Bacillus aryabhattai (CKNJh11) บ่มไว้ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส โดยใช้ระยะเวลาในการบ่ม 7, 14, 21 และ 30 วัน และทำการส่งวิเคราะห์ธาตุอาหารหลักอีกครั้ง โดยเซรั่มน้ำยางสามารถให้สารอาหารที่จำเป็นต่อจุลินทรีย์ ได้แก่ โปรตีน, แซคคาไรด์, เกลืออนินทรีย์ (K, Mg, Cu, Fe, Na, Ca และ P) และธาตุสำหรับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ซึ่งสามารถใช้เป็นอาหารเลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Mardina and Yusof, 2018) อีกทั้งเซรั่มน้ำยางยังสามารถเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน รวมทั้งเป็นสารปรับสภาพดินได้อย่างดี (Dunsin et al., 2015) จากนั้นเลือกเซรั่มน้ำยางที่มีปริมาณธาตุอาหารหลักมากที่สุด มาทดสอบกับพืชตัวอย่าง ซึ่งในงานวิจัยนี้เลือกใช้ข้าวโพดหวานพันธุ์เพียวไวท์ฮอกไกโดในการทดสอบ โดยมีชุดการทดลองที่ใช้เซรั่มน้ำยาง (NRSF) และชุดการทดลองที่ใช้เซรั่มน้ำยางที่ผ่านการบ่มด้วยแบคทีเรียโพรไบโอติก (NRSF-Prob) นำมาเจือจางด้วยน้ำกลั่นให้ได้ความเข้มข้นที่ 5, 10 และ 15 เปอร์เซ็นต์ โดยปริมาตรต่อปริมาตร ซึ่งมีชุดควบคุมเชิงบวกและชุดควบคุมเชิงลบร่วมด้วย พบว่า เซรั่มน้ำยางที่ผ่านการบ่มด้วยแบคทีเรียโพรไบโอติก (NRSF-Prob) ส่งผลดีต่อลักษณะการเจริญเติบโตและผลผลิตของข้าวโพดหวานพันธุ์เพียวไวท์ฮอกไกโดสูงสุด เนื่องจากมีเซรั่มน้ำยางที่ช่วยเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน รวมทั้งเป็นสารปรับสภาพดินได้อย่างดี ซึ่งทำงานร่วมกับจุลินทรีย์ที่คอยช่วยในการย่อยสลายวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ย ให้เป็นธาตุอาหารที่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของพืช แสดงให้เห็นว่าปุ๋ยเซรั่มน้ำยางที่ผ่านการบ่มด้วยแบคทีเรียโพรไบโอติกที่ผลิตได้นั้น มีประสิทธิภาพสามารถนำไปใช้ในการเพาะปลูกพืชได้ และเป็นแนวทางให้กับการนำไปพัฒนาเพื่อผลิตปุ๋ยชีวภาพ แทนการใช้ปุ๋ยเคมีสำหรับพืชชนิดอื่น ๆ ต่อไป (ณัฐวุฒิ, 2563)