ระบบรักษาสมดุลของสภาพแวดล้อมภายในโรงเรือน เพื่อการเพาะพันธุ์ และอนุบาลลูกกบ(ลูกอ๊อด) นอกฤดู

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พิชญาภา สุดสังข์, อุบลวรรณ มะยม, พิชญาภา โพธิสาร

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

สุกฤตา บุตรอ่อน, ธนกฤต บุตรอ่อน

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนศรีตระกูลวิทยา

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2565

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

กบนาลูกผสม (Rana tigerina Weigmann) เป็นกบที่เกิดจากการผสมข้ามพันธุระหวางกบนา x กบนา (R. tigerina x R. rugulosa Weigmann) เป็นกบ ที่มีขนาด ค่อนขางใหญ่ ผิวสวย เจริญเติบโตเร็ว เป็นสัตว์ ครึ่งบกครึ่งน้ำที่นิยมบริโภคเป็นอาหารกันมาอย่างช้านาน และมีการเพาะขยายพันธุ์เป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดใหม่ของ ประเทศไทย เนื่องจากเนื้อกบนาเป็นอาหารที่มีรสชาติ อร่อยเป็นที่นิยมบริโภคกันทั่วไป อีกทั้งยังสามารถส่งออก ไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้อีกด้วย (Department of Fishery, 2018) ปัจจุบันกบนาถือได้ว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจ อีกชนิดหนึ่งเนื่องจากมีผู้นิยมบริโภคทั้งในครัวเรือน ร้านอาหารและภัตตาคารรวมถึงการส่งออกไปยัง ต่างประเทศ ทั้งนี้เนื้อกบยังจัดว่าเป็นแหล่งโปรตีน คุณภาพดี (Mualmuangsong et al., 2014) จากสถิติผลการผลิตกบของกรมประมง พบว่า ประเทศไทยมีผลผลิตในการเลี้ยงกบเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในปี พ.ศ. 2556 มีผลผลิตจ้านวน 1,782.67 ตัน มูลค่า 115,746,970 บาท (Department of Fisheries, 2015) เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2554 ที่มีผลผลิตจ้านวนเพียง 578.87 ตัน มูลค่า 29,202,600 บาท (Department of Fisheries, 2013) นอกจากนี้ยังมีการส่งออกไปยัง ต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศฮ่องกง ซึ่งพบว่าประเทศ ไทยมีการส่งออกกบไปยังประเทศฮ่องกง มีมูลค่าการ ส่งออกอยู่ที่141.67 ล้านบาท และอีกหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เยอรมัน ฝรั่งเศส และ สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันมีการค้านึงถึง อาหารเพื่อสุขภาพ เนื่องจากกบเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ ส่วนของน่องกบมีโปรตีนสูงถึง 83 % ไขมัน 5.8%น้ำหนักแห้ง และมีกรดอะมิโนที่สำคัญสองชนิด คือ ไลซีน (Lysine) และเมไทโอนีน (Methionine) รวมทั้ง ยังมีวิตามินและแร่ธาตุ ได้แก่ ธาตุเหล็ก 2.1 มล./ 100 ก. และไนอาซีน 2.0 มล./ 100 ก. (Dani et al., 1966)

ปัจจุบันเกษตรกรได้มีการเพาะเลี้ยงกบกันมาก ขึ้น มีผู้นำกบนามาเพาะขยายพันธุ์และเลี้ยงได้จนประสบ ความสำเร็จเพราะกบเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ใช้เวลาน้อย ลงทุนต่ำ ดูแลรักษาง่ายและจำหน่ายได้ราคาคุ้มค่ากับ การลงทุน ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงสั้นคือประมาณ 3–4 เดือนต่อรุ่นเท่านั้น และสามารถให้ความคุ้มทุนทางธุรกิจ ได้อย่างรวดเร็ว (Maisiri, 2011) อย่างไรก็ตาม การ รวบรวมกบส่งขายไปยังต่างประเทศยังประสบปัญหา เกี่ยวกับคุณภาพของกบ มีปัญหาการบาดเจ็บหรือตาย ในช่วงที่มีการขนส่งไปจำหน่าย ส่งผลให้เกิดความสูญเสีย ทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก (Taksil, 2013) นอกจากนี้ยัง มีความเป็นไปได้ในการขยายตลาดในส่วนของกบแช่แข็ง ไปขายยังต่างประเทศ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความสามารถใน การผลิตกบในปริมาณที่สม่ำเสมอ และมีขนาดของ น้ำหนักส่วนน่องกบที่ดีและมีคุณภาพ นอกจากนี้ตลาด ต่างประเทศที่ต้องการสินค้าเกี่ยวกับกบนาเปิดกว้างมาก ขึ้น โดยพบว่ากบนาที่เป็นผลผลิตของเกษตรกรที่ท้าการ เพาะเลี้ยงได้สามารถส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศเพิ่ม มากขึ้น (Department of Fisheries, 2015) ปัจจุบัน ปริมาณกบนาที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติมีจำนวนลดอย่าง มาก อีกทั้งการเพาะพันธุ์กบนายังไม่สามารถเพาะพันธุ์ได้ ตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากในฤดูหนาว กบนามีการจำศีลไม่ยอมกินอาหาร ไม่มีการพัฒนาระบบสืบพันธุ์ ส่งผลทำให้กบนาลูกผสมไม่สามารถเพาะขยายพันธุ์ในช่วงฤดูหนาวได้ เกิดปัญหาเกี่ยวกับการผลิต ลูกกบ (ลูกอ็อด) และการผลิตกบเนื้อ ไม่สามารถส่งตลาด ได้อย่างต่อเนื่องตลอดปีและไม่เพียงพอต่อความต้องการ ของตลาด