ผลของฟิล์มย่อยสลายได้ต่อจุลินทรีย์ในดินและการเติบโตของพืช

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ดะฮ์ลาล อนุรักษ์อำพัน, คฑากริช ไชยสุวรรณ

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

มนทิรา ลีลาเกรียงศักดิ์

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2562

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

จากปัญหาพลาสติกในปัจจุบันที่ยากต่อการย่อยสลายในธรรมชาติทำให้ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ฟิล์มย่อยสลายได้ (Biodegradable film) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถนำมาทดแทนพลาสติก และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยคุณสมบัติที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ จากการทดลองก่อนหน้าได้ศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพและชีวภาพของฟิล์มแป้งที่ผสมไคโตซาน พบว่าไคโตซานช่วยเพิ่มคุณสมบัติทางกายภาพของฟิล์มและเมื่อเติมน้ำมันตะไคร้หอมระเหยในฟิล์มแป้งดังกล่าว สามารถเพิ่มความสามารถในการยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรคที่ทดสอบได้ ดังนั้นโครงงานวิทยาศาสตร์นี้ สนใจทดสอบความสามารถในการย่อยสลายโดยการฝังกลบเป็นเวลา 20 วันของแผ่นฟิล์มแป้ง (S) แผ่นฟิล์มแป้งผสมไคโตซาน (SC) แผ่นฟิล์มแป้งผสมไคโตซาน และน้ำมันหอมระเหยตะไคร้ (SCEO) ทดสอบโดยตรวจน้ำหนักที่หายไปของแผ่นฟิล์ม (% Weight loss) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของโมเลกุลในแผ่นฟิล์ม (Fourier-transform infrared spectroscopy, FTIR) และ ลักษณะพื้นผิวของแผ่นฟิล์ม (Scanning Electron Microscope, SEM) พบว่าฟิล์มแป้งสูตร S มีร้อยละของน้ำหนักที่หายไปมากที่สุด คือ 100% ± 0.00 รองลงมาคือสูตร SC และ SCEO มีค่าร้อยละของน้ำหนักที่หายไปในวันที่ 20 เป็น 75.22% ± 3.66 และ 63.47% ± 4.69 ตามลำดับ โดยตั้งแต่วันที่ 1 - 20 พบว่าฟิล์มแป้งทั้ง 3 สูตร ค่าร้อยละของน้ำหนักที่หายไปมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) และจากการวิเคราะห์ FTIR พบว่าการหายไปของหมู่ฟังก์ชั่นที่เป็นองค์ประกอบของฟิล์มแป้งนั้นสอดคล้องกับการหายไปของน้ำหนักฟิล์มแป้ง และเมื่อตรวจนับจำนวนจุลินทรีย์ที่เปลี่ยนแปลงในดินโดยวิธี Plate count เป็นระยะเวลา 20 วัน พบว่าตัวอย่างดินจากฟิล์มแป้งสูตร SC มีจำนวนจุลินทรีย์มากที่สุด รองลงมาคือสูตร SCEO, สูตร S และชุดควบคุม ตามลำดับ และในวันที่ 20 ชุดควบคุม มีจำนวนจุลินทรีย์น้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) เมื่อเทียบกับฟิล์มแป้งทั้ง 3 ชุดการทดลอง การศึกษาผลของแผ่นฟิล์มต่อการเติบโตของผักบุ้ง เป็นเวลา 21 วัน วิเคราะห์โดยหา ความยาวลำต้น (Shoot length) น้ำหนักลำต้น และราก พบว่าในวันที่ 21 ผักบุ้งที่ทำการปลูกในดินที่มีการฝังฟิล์มแป้งสูตร SC และ SCEO มีความยาวลำต้น และน้ำหนักรากใกล้เคียงกันแต่มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) เมื่อเทียบกับผักบุ้งที่ทำการปลูกในดินที่มีการฝังฟิล์มแป้งสูตร S และชุดควบคุม จากการทดลองดังกล่าวสามารถสรุปว่าไคโตซานมีผลต่อการเติบโตของพืชได้