ผลการใช้แสงสีในการควบคุมพฤติกรรมก้าวร้าวของผึ้งชันโรง ในระหว่างการเก็บเกี่ยวผลิตภัณฑ์เพื่อลดการตายของผึ้งงาน

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ภัชรพงศ์ อินทรีย์, ภัคธีมา เป็นมงคล, ธนดล หมื่นมโน

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

เกียรติศักดิ์ อินราษฎร, สุธิพงษ์ ใจแก้ว

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2564

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

การลดพฤติกรรมก้าวร้าวของผึ้งงานในระหว่างการเก็บผลผลิตด้วยการรมควันหรือใส่ชุดป้องกันเหมือนผึ้งชนิดอื่นๆ ทำให้ผึ้งงานตายและขยายรังต่อไปไม่ได้เป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกร จึงมีความจำเป็นต้องมีการพัฒนาวิธีการใหม่เพื่อลดพฤติกรรมก้าวร้าวดังกล่าว โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการใช้แสงสีในการควบคุมพฤติกรรมก้าวร้าวของผึ้งชันโรงในระหว่างการเก็บเกี่ยวผลิตภัณฑ์เพื่อลดการตายของผึ้งงาน โดยแบ่งเป็น 3 การทดลอง ดังนี้ การทดลองที่ 1 ศึกษาผลของแสงสีต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของผึ้งชันโรง โดยฉายแสงสีต่าง ๆ ได้แก่ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงินและสีเหลือง ให้กับผึ้งงาน 30 ตัว ในกล่องทดสอบ เป็นเวลา 10 นาที จากนั้นวิเคราะห์พฤติกรรมก้าวร้าว พบว่าแสงสีแดงทำให้ผึ้งงานมีพฤติกรรมก้าวร้าวน้อยที่สุด โดยมีเปอร์เซ็นต์ของผึ้งที่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว (บินมากัดวัตถุล่อหรือบินชนกล่อง) น้อยกว่าการได้รับแสงสีเขียว สีน้ำเงินและสีเหลือง โดยมีค่าเท่ากับ 27, 43, 60 และ 66% ตามลำดับ ทั้งนี้ ภายหลังการ ได้รับแสง 10 นาทีผึ้งงานทั้งหมดจะบินกลับเข้ารังได้ตามปกติ การทดลองที่ 2 ศึกษาผลของระยะเวลาในการรับแสงสีต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของผึ้งชันโรง โดยนำผึ้งงานใส่กล่องทดสอบเพื่อรับแสงสีแดงด้วยเวลาต่างกันคือ 5 ,10 และ 15 นาที พบว่าการได้รับแสงสีแดงนาน 10 และ 15 นาที ลดพฤติกรรมก้าวร้าว ของผึ้งชันโรงได้ไม่แตกต่างกัน แต่มีเปอร์เซ็นต์ของผึ้งที่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวน้อยกว่าการรับแสงนาน 5 นาทีและชุดควบคุม ตามลำดับ การทดลองที่ 3 ศึกษาผลการใช้แสงสีในการควบคุมพฤติกรรมก้าวร้าว ของผึ้งชันโรงในระหว่างการเก็บเกี่ยวผลิตภัณฑ์เพื่อลดการตายของผึ้งงาน โดยทำการพัฒนาอุปกรณ์ในการ ลดพฤติกรรมก้าวร้าวของผึ้งงานในระหว่างการเก็บเกี่ยวผลผลิต นำอุปกรณ์ดังกล่าวไปทดสอบเก็บเกี่ยวผลผลิตชันโรง เปรียบเทียบกับการรมควันและการใช้ชุดสวมป้องกัน นับจำนวนผึ้งชันโรงที่กัดและประชากรผึ้งชันโรงที่เหลือภายหลังการเก็บผลผลิต รวมทั้งวิเคราะห์สมบัติของน้ำผึ้งชั้นโรงที่เก็บได้ พบว่าอุปกรณ์ดังกล่าวช่วยลดจำนวนผึ้งชันโรงที่กัดได้ไม่แตกต่างจากการใช้วิธีรมควัน แต่มีข้อดีคือมีจำนวนผึ้งงานตายน้อยกว่าการรมควันถึง 2.5 เท่า นอกจากนี้วิธีการดังกล่าวยังทำให้ผึ้งงานตายน้อยกว่าการสวมชุดป้องกันถึง 1.6 เท่า ทั้งนี้วิธีการดังกล่าวไม่ทำให้สมบัติของน้ำผึ้งเปลี่ยนไปซึ่งดีกว่าการรมควัน โครงงานนี้จะเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงชันโรงอย่างยั่งยืนต่อไป