ผลของเมือกหอยทากยักษ์แอฟริกาต่อการรักษาสภาพหน้ายางพารา

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ณัฐณิชา ปัญญาอิ่นแก้ว, รัชชานนท์ เมธีสิทธิกุล, จุฬารัตน์ พุทธวงค์

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

วรางค์จนา เนตรธิยา, กีรติ ทะเย็น

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2561

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ยางพาราถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญของประเทศไทย แต่การปลูกยางพาราต้องประสบปัญหาที่สำคัญหลายประการ เช่น ปัญหาโรคเปลือกเน่า ปัญหาด้วงดำเจาะทำลายเปลือกยางพาราและปัญหาหน้ายางตาย จากการศึกษางานวิจัยของ จตุพร ฉวีศักดิ์ (2554) พบว่า เมือกของหอยทากสยามสามารถป้องกันเชื้อราได้ แต่การนำเมือกหอยทากสยามมาทาบริเวณหน้ายางเป็นการไม่คุ้มทุน เพราะหอยทากสยามมีขนาดเล็ก มีปริมาณเมือกน้อยมาก ดังนั้น ทางทีมงานจึงทำการทดลองกับหอยทากยักษ์แอฟริกาที่มีขนาดใหญ่และให้ปริมาณเมือกมากแทน โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของเมือกหอยทากยักษ์แอฟริกาต่อการรักษาสภาพหน้ายางพารา การทดลอง แบ่งออกเป็น 6 ตอน ตอนที่ 1 ศึกษาผลของอาหารที่มีต่อปริมาณเมือกหอยทาก ตอนที่ 2 ศึกษาผลของเมือกหอยทากต่อการยับยั้งเชื้อรา ceratocystis fimbriata ที่ก่อโรคเปลือกเน่า ตอนที่ 3 ศึกษาฤทธิ์ของเมือกหอยทากที่มีต่อด้วงดำที่เป็นศัตรูของต้นยางพารา ตอนที่ 4 ศึกษาผลของเมือกหอยทากที่มีต่อการไหลของน้ำยางพารา ตอนที่ 5 ศึกษาผลของเมือกหอยทากที่มีต่อการเจริญของเนื้อเยื่อแคมเบียมที่ได้จากเปลือกยางพารา ตอนที่ 6 เปรียบเทียบระยะเวลาในการเกิดหน้ายางใหม่และการเกิดปัญหาหน้ายางตายของต้นยางพาราในกลุ่มที่ปลูกแบบปกติ กลุ่มที่ใช้เมือกหอยทากยักษ์แอฟริกาและกลุ่มที่ใช้สารทาหน้ายาง ผลการทดลอง พบว่า อาหารมีผลต่อปริมาณเมือกหอยทาก โดยใบมะละกอส่งผลให้หอยทากมีปริมาณเมือกมากกว่าอาหารชนิดอื่น ซึ่งส่งผลให้หอยทากยักษ์แอฟริกามีปริมาณเมือก เท่ากับ 26.27±0.21 มิลลิลิตรต่อตัว ส่วนหอยทากสยามมีปริมาณเมือกเท่ากับ 1.57±0.12 มิลลิลิตรต่อตัว นอกจากนี้การนำเมือกหอยทากยักษ์แอฟริกาทาบริเวณหน้ายางพารามีข้อดีหลายประการ ได้แก่ 1. สามารถยับยั้งเชื้อรา ceratocystis fimbriata ที่ก่อโรคเปลือกเน่าได้ หากใช้ความเข้มข้นของเมือกหอยทากร้อยละ 60 โดยปริมาตร ขึ้นไป จะไม่พบราดำบริเวณหน้ายางพารา 2. สามารถไล่ด้วงดำที่เจาะทำลายเปลือกยางพาราได้ 3. ทำให้น้ำยางไหลเองได้นานขึ้นเป็นเวลา 3 วัน จากเดิมไหลเพียง 1 วัน และส่งผลให้มีผลผลิตน้ำยางเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังส่งผลให้เกษตรกรสามารถกรีดซ้ำหน้ายางได้มากถึง 29 ครั้ง จากเดิมสามารถกรีดซ้ำได้เพียง 13 ครั้ง 4. ส่งผลให้เนื้อเยื่อแคมเบียมจากเปลือกยางพารามีความยาวมากกว่ากลุ่มที่เลี้ยงด้วยเมือกหอยทากสยาม และกลุ่มที่เลี้ยงด้วยอาหาร MS เพียงอย่างเดียว 5. ส่งผลให้ต้นยางพาราเกิดหน้ายางใหม่เร็วกว่ากลุ่มที่ปลูกแบบปกติ และกลุ่มที่ใช้สารทาหน้ายางที่ขายตามท้องตลาด โดยใช้เวลาเพียง 237 วัน จากเดิมใช้เวลานานถึง 324 วัน และสามารถป้องกันปัญหาหน้ายางตายได้ดีกว่ากลุ่มที่ปลูกแบบปกติและกลุ่มที่ใช้สารทาหน้ายาง