ผลของสารส้มต่อการแข็งตัวของน้ำยางพาราและการพัฒนาเจลสารส้มสำหรับรักษาสภาพยางก้อนถ้วยหลังการเก็บเกี่ยว

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

เพ็ญนภา แซ่หลี, นิภากร ผัสวี

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

กีรติ ทะเย็น, วรางค์จนา เนตรธิยา

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2562

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ยางพาราถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญของประเทศไทย โดยเกษตรกรร้อยละ 80 ในพื้นที่นิยมผลิตและจำหน่ายยางก้อนถ้วย แต่กระบวนการผลิตยางก้อนถ้วยต้องประสบปัญหาเกี่ยวกับการใช้สารจับตัวยางพารา เช่น กรดฟอร์มิกมีราคาแพงและมักจะเสียสภาพเมื่อนำมาเจือจาง ส่วนน้ำส้มควันไม้ส่งผลให้น้ำยางพาราแข็งตัวช้า ทำให้ยางก้อนถ้วยมีสีหมองคล้ำและมีกลิ่นเหม็น นอกจากนี้ยังประสบปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพยางก้อนถ้วยหลังการเก็บเกี่ยว โดยยางก้อนถ้วยมักจะเกิดเชื้อรา มีสีหมองคล้ำ และ มีกลิ่นเหม็น ดังนั้นทางทีมงานจึงศึกษาผลของสารส้มต่อการแข็งตัวของน้ำยางพาราและการพัฒนาเจลสารส้มสำหรับรักษาสภาพยางก้อนถ้วยหลังการเก็บเกี่ยว การทดลองแบ่งออกเป็น 4 ตอน ตอนที่ 1 ศึกษาระยะเวลาในการแข็งตัวของน้ำยางพารา ที่ใช้สารจับตัวยางพาราต่างชนิดกัน ผลการทดลองพบว่า สารละลายโพแทสเซียมอะลัม(สารส้ม) สามารถทำให้น้ำยางพาราแข็งตัวเร็วกว่ากรดฟอร์มิก และน้ำส้มควันไม้ โดยทำให้น้ำยางพาราแข็งตัวภายในเวลา 27 วินาที ตอนที่ 2 ศึกษาเปอร์เซ็นต์เนื้อยางแห้งที่เกิดจากการใช้สารจับตัวยางพาราต่างชนิดกัน ผลการทดลอง พบว่า สารละลายโพแทสเซียมอะลัมส่งผลให้ได้เปอร์เซ็นต์เนื้อยางแห้งมากกว่าการใช้กรดฟอร์มิก และน้ำส้มควันไม้ โดยมีเปอร์เซ็นต์เนื้อยางแห้ง เท่ากับ 62.86±0.14 % ตอนที่ 3 ศึกษาสมบัติของยางก้อนถ้วยที่ใช้สารจับตัวยาง ต่างชนิดกัน ผลการทดลอง พบว่า สารละลายโพแทสเซียมอะลัมส่งผลให้ยางก้อนถ้วยมีคุณภาพดีไม่แตกต่างจากกรดฟอร์มิก และมีคุณภาพดีกว่าน้ำส้มควันไม้ โดยส่งผลให้ยางก้อนถ้วยมีสีขาว มีกลิ่นเหมือนน้ำยางสดและคงรูปได้ดี นอกจากนี้ยังส่งผลให้ผิวของยางก้อนถ้วย มีความกระชับมากขึ้น โดยมีค่าการต้านทานแรงดึงขาด (tensile strength, TS) และการยืดตัว ณ จุดขาด (Elongation at break, E) เท่ากับ 29.93±0.21MPa และ 652.15±0.15 % ตามลำดับ ตอนที่ 4 ศึกษาความเข้มข้นของเจลสารส้มที่เหมาะสมสำหรับรักษาสภาพยางก้อนถ้วย หลังการเก็บเกี่ยว ผลการทดลอง พบว่า เจลสารส้มเข้มข้น 5% w/v เหมาะสมต่อการรักษาสภาพยางก้อนถ้วย เพราะมีค่าความหนืดเหมาะสม เท่ากับ 209.76±0.25 cp จึงสามารถยึดติดกับยางก้อนถ้วยได้ดี อีกทั้งยังสามารถละลายน้ำได้ดี โดยมีค่าการละลายน้ำ เท่ากับ 84.13±0.05% จึงสามารถหลุดออกจากยางก้อนถ้วยได้ง่ายก่อนนำไปจำหน่าย นอกจากนี้ยังสามารถยับยั้งเชื้อราที่มักพบบนยางก้อนถ้วยได้ดี โดยมีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อรา Aspergillus sp. Fusarium sp. และ Penicillium sp. เท่ากับ 85.01±0.34 % 81.14±0.13% และ74.35±0.28 % ตามลำดับ ตลอดจนส่งผลให้ยางก้อนถ้วยมีความคล้ำไม่เกิน 20% ภายในเวลา 35 วัน และสามารถป้องกันการเกิดกรดไขมันระเหยง่ายที่เป็นสาเหตุของกลิ่นเหม็นได้ดี โดยเมื่อเวลาผ่านไป 7 วัน พบปริมาณกรดไขมันระเหยง่าย เท่ากับ 0.04±0.01mg/L ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพของยางก้อนถ้วยที่ดี โครงงานนี้เป็นนวัตกรรมใหม่ในการนำสารส้มมาทำให้น้ำยางพาราแข็งตัว และช่วยลดต้นทุนการผลิต เพราะสารส้มมีราคาถูกกว่าสารจับตัวยางพาราชนิดอื่น โดยมีราคากิโลกรัมละ 20 บาท ตลอดจนเป็นนวัตกรรมในการนำเจลสารส้มมาช่วยรักษาสภาพ ยางก้อนถ้วยหลังการเก็บเกี่ยว จึงช่วยยืดอายุของยางก้อนถ้วยได้นานขึ้น และสามารถขายได้ในราคาดี ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น