การศึกษาขนาดของภาชนะและชนิดของอาหารที่มีผลต่อช่วงระยะการเจริญของไรน้ำนางฟ้าต่อการอนุบาลลูกปลากัด

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ณภัทร ศิริทรัพย์กุลชัย, จุฑามาศ นุกูลธรรม, อัครพล พลายใย

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ชัยยศ นุ่มกลิ่น

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนศรีบุณยานนท์

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2562

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ในปัจจุบันการเลี้ยงปลากัดไทยไม่ใช่เพียงแค่ ปลาสวยงาม แต่ยังเป็นปลาเศรษฐกิจให้กับประเทศ ปัจจุบันมีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเลี้ยงปลากัดกับกรมประมงจำนวน 1,500 ราย และมีรายย่อยที่ชื่อชอบการเลี้ยงปลากัดไทยอีกมากกว่า 100,000 ราย เนื่องจากปลากัดไทยสามารถสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับชุมชนได้ รวมทั้งมีการเพาะเลี้ยงเพื่อการแข่งขันเป็นกีฬาหรือนิยมเลี้ยงเพื่อความเพลิดเลิน (มติชนออนไลน์, 2562) ทั้งนี้การอนุบาลลูกปลากัดจึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ส่งผลต่ออัตราการรอดของปลากัดที่จะนำไปส่งขายตามความต้องการของตลาด ดังนั้น อาหารที่เหมาะสมต่อการอนุบาลต้องมีคุณภาพที่ดีเช่นกัน

ทางผู้พัฒนาทำจึงศึกษาพบว่าไรนางฟ้ามีคุณค่าทางอาหารตามที่ Dararat, et al (2012) ศึกษาพบว่าไรน้ำนางฟ้าไทยที่เลี้ยงด้วยสาหร่ายคลอเรลล่า มีโปรตีนร้อยละ 64.65 คาร์โบไฮเดรทร้อยละ 16.24 ไขมันร้อยละ 7.57 อนินทรีย์อื่น ๆ ร้อยละ 6.42 และความชื้นร้อยละ 90.22 มีองค์ประกอบของกรดอะมิโนจำเป็นเท่ากับร้อยละ 65.64 ของกรดอะมิโนทั้งหมด ส่วนกรดไขมันประกอบด้วยโอเมกา 3 ร้อยละ 3.03 โอเมกา 6 ร้อยละ 8.13 กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโพลี ร้อยละ 11.16 และ eicosapentaenoic acid (EPA) + docosahexaenoic acid (DHA) ร้อยละ 0.1 นอกจากนั้นยังพบสาร Canthaxanthine ซึ่งเป็นรงควัตถุในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (carotenoid)

ทั้งนี้การวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมในการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าไทยเชิงพาณิชย์โดยละออศรี และคณะ (2552) ทำการทดลองในบ่อดิน และในกระชัง โดยทำการเพาะเลี้ยงสาหร่ายคลอเรลลา (Chlorella sp.) เพื่อเป็นอาหารของไรน้ำนางฟ้าไทยพบว่า ขนาดของกระชังที่นิยมใช้ คือ กระชังขนาดเล็กขนาดประมาณ 1x2x1.5 เมตร ถึง 2x2x4 เมตร (สมควร, 2542; ปัญญา,2544; สิทธิชัย, 2545) รูปแบบการเพาะเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าต้องใช้พื้นที่มาก จึงอาจไม่เหมาะสมต่อผู้ที่ต้องการขยายพันธุ์ไรน้ำนางฟ้าเพื่อเป็นอาหารของปลาได้

ผู้พัฒนาโครงงานจึงเล็งเห็นต้องการลดพื้นที่ในการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าแต่ให้ได้ผลผลิตที่เท่าเดิม จึงทดลองเลี้ยงในภาชนะที่มีขนาดของรูปทรงต่างกัน เพื่อดูอัตราการรอดในช่วงระยะของการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้า นอกจากนี้การอนุบาลลูกปลากัดโดยใช้ไรน้ำตัวเต็มวัย ลูกปลากัดจะไม่สามรรถกินอาหารได้ เพราะไรน้ำนางฟ้าตัวเต็มวัยมีขนาดใหญ่กว่าลูกปลากัด ทางผู้พัฒนาจึงหาช่วงระยะของไรน้ำที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของลูกปลากัดด้วย อีกประเด็นหนึ่งที่น่าส่วนใจที่ทางผู้พัฒนาโครงงานสนใจคือชนิดของอาหารด้วยสาหร่ายเซลล์ (Chlorella sp.) กับนมผง เพื่อต้องการเพิ่มประสิทธิ์ภาพของช่วงระยะของไรน้ำนางที่เหมาะสมต่อการอนุบาลลูกปลากัด ให้มีการเจิรญเติบโต สีสันที่สวยงาม และอัตราการรอดให้มากยิ่งขึ้น