การศึกษาและพัฒนาฟิล์มคีแตมโดยการเพิ่มสารต้านเชื้อจุลินทรีย์และศึกษาประสิทธิภาพในการต้านทานเชื้อจุลินทรีย์บนผ้าไหมในท้องถิ่น

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

นครินทร์ ผลฤทธิ์, ปนัดดา แปวประเสริฐ, นธภร วรโชติชัยเดช

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

คมคาย สุขเกษม, เยาวรัตน์ วงศ์โพนสูง

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนปทุมรัตต์พิทยาคม

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2566

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ผ้าไหมที่โดดเด่นและเป็นที่นิยมในหมู่มากในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด คือ “ผ้าไหมลายสาเกต” เป็นการทอผ้าด้วยมือซึ่งได้รับความสนใจ มีการสืบสาน อนุรักษ์ และพัฒนาสืบต่อมา การทอผ้าไหมตามพื้นบ้านแบบดั้งเดิม มีการเก็บรักษาอุปกรณ์หรือการทำความสะอาดเครื่องมือที่ไม่สม่ำเสมอ เกิดการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ได้ง่าย ทำให้ผ้าไหมมีการเสื่อมสภาพตามอายุและการใช้งาน ซึ่งกลุ่มผู้บริโภคที่มีรสนิยมในการสะสมผ้าไหมต้องการที่จะชะลอการเสื่อมสภาพ คงสีสันที่สวยงามไว้และผู้ผลิตสามารถเก็บรักษาไว้ที่คลังพัสดุได้โดยสามารถลดการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ ผู้จัดทำโครงงานจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถชะลอความเสื่อมสภาพให้คงความงามของผ้าไหมและมีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ คือ การผลิตคีแตมที่เกิดจากสารประกอบไคโตซานกับเจลโลสในอัตราส่วน 1:4 และพัฒนาฟิล์มคีแตมโดยการเพิ่มสารต้านเชื้อจุลินทรีย์และศึกษาประสิทธิภาพในการต้านการเจริญเชื้อจุลินทรีย์บนผ้าไหมในท้องถิ่น โดยศึกษาความสามารถในการต้านการเจริญเชื้อจุลินทรีย์ของฟิล์มคีแตมที่ผลิตร่วมกับสารประกอบที่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อจุลินทรีย์ คือ เกลือเบนโซเอต น้ำมันอบเชย เกลือไนเตรท และเกลือแกง พบว่าได้คีแตมที่มีลักษณะเป็นเจลสีขาว จากผลการวิเคราะห์ด้วยเครื่อง FTIR พบว่า ฟิล์มคีแตมมีพีคในช่วง Wavenumbers 1636 ถึง 1653 cm-1 ปรากฏ แสดงให้เห็นถึงการเกิดเป็นสารประกอบเชิงซ้อนระหว่างไคโตซานและเจลโลสที่เรียกว่า คีแตม (Chitam) และเมื่อนำไปทดสอบความต้านทานการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ (Clear zone) โดยใช้วิธี Disc diffusion พบว่าคีแตมที่ผสมน้ำมันอบเชยต้านการเจริญของเชื้อ Escherichia coli และ Staphylococcus aureus ได้ดีที่สุด การทดสอบการต้านเชื้อแบคทีเรียบนผ้าไหมลายสาเกตและลายพื้นบ้าน ซึ่งจากการจำแนกตามการติดสีย้อมแกรม (Gram stain)เป็นแบคทีเรียประเภทแกรมบวก (Gram positive bacteria) สามารถต้านการเจริญของแบคทีเรียได้ และการใช้คีแตมที่ผสมน้ำมันอบเชยต้านเชื้อแบคทีเรียกับผ้าไหม พบว่าผ้าไหมมีสีสันที่สดขึ้นและเมื่อนำผ้าไหมไปรีด ผ้าไหมจะคงรูปทรงไม่หดตัว