ศึกษาและเปรียบเทียบสารที่ช่วยชะลอการแข็งตัวของน้ำยางพารา
- ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
สุภาภรณ์ ยาบา, คอลิด หมันสัน, สุรัยดา สามัญ
- อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์
ฟารีณา หมาดเต๊ะ
- โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์
- ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์
ในปัจจุบันเกษตรกรชาวสวนยางมีการใช้สารเพื่อยืดการแข็งตัวของน้ำยางพารา เนื่องจากบางพื้นที่สวนยางอยู่บนภูเขา มีระยะทางห่างไกลจากแหล่งรับซื้อน้ำยางพารา และใช้เวลานานในการเก็บน้ำยางของแต่ละสวน ทำให้น้ำยางที่เก็บมาได้ส่วนหนึ่งเกิดการจับตัวเป็นก้อนในช่วงเวลาก่อนที่จะนำส่งไปยังแหล่งรับซื้อ ซึ่งทำให้รายได้จากการขายน้ำยางลดลง จึงจำเป็นต้องใส่สารชะลอการแข็งตัวลงในน้ำยางพารา
ดังนั้นผู้จัดทำโครงงานจึงต้องการศึกษาและเปรียบเทียบสารที่ช่วยชะลอการแข็งตัวของน้ำยาง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบสาร 5 ชนิด นอกเหนือจากสาร TAPS ซึ่งผู้จัดทำโครงงานได้ศึกษามาแล้วว่าสารเหล่านี้มีผลในการช่วยชะลอการแข็งตัวของน้ำยาง ได้แก่ ขี้เถ้า (Potassiumhydroxide) ซิลิกอนไดออกไซด์ (Silicon Dioxide ) ฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) แอมโมเนีย (Ammonia) และไฮโดรเจนซัลไฟด์(Hydrogen Sulfide) สมมติฐานของโครงงานนี้คาดว่า า ขี้เถ้าน่าจะช่วยชะลอการแข็งตัวของน้ำยางได้ดีที่สุดและคุ้มค่ากับการใช้งาน เนื่องจากผู้จัดทำโครงงานได้ศึกษาจากงานวิจัยมาแล้วว่าขี้เถ้ามีค่าพีเอชเป็นด่างสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในน้ำยางได้ทำให้น้ำยางคงสภาพอยู่ได้นาน ในการทดลองนี้ผู้จัดทำโครงงานจะควบคุมปริมาณสารเคมี ปริมาณน้ำยาง ภาชนะที่ใส่น้ำยาง ให้มีขนาดและปริมาณเท่ากันในการทดลองของแต่ละสาร เพื่อเปรียบเทียบว่าสารใดสามารถช่วยชะลอการแข็งตัวของน้ำยางพาราได้ดีที่สุด มีความคุ้มค่าต่อการใช้งาน และไม่ส่งผลต่อคุณภาพของน้ำยาง