ชุดทดสอบปริมาณไฮโดรเจนซัลไฟด์อย่างง่ายในน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

สุไวบ๊ะ บิลละเตะ, แวอาอีชะห์ แวหามะ

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ปรีชา กสิกรรมไพบูลย์, อุไรวรรณ ขุนจันทร์

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2562

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยมีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของภาคใต้และยังเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของประเทศอีกด้วย จากการที่สถิติการใช้ยางทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงมีการผลิตเพิ่มมากขึ้นและก่อให้เกิดมลภาวะน้ำเสียเนื่องจากการปล่อยน้ำทิ้งของโรงงาน ก่อนที่โรงงานจะปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติจะต้องมีการบำบัดเพื่อไม่ให้มลพิษในน้ำทิ้งนั้นมีค่าเกินมาตรฐานน้ำเสีย หนึ่งในมลพิษที่สำคัญที่สุดที่ปล่อยออกมาจากโรงงานเหล่านี้คือสารประกอบซัลไฟด์ซึ่งจะต้องมีค่าไม่เกิน 1 mg / L (ราชกิจจานุเบกษา, 2560) สูตรโมเลกุลของสารประกอบซัลไฟด์คือ H₂S, HS-และ S2- โดยที่ไฮโดรเจนซัลไฟด์ H2S อยู่ในรูปของก๊าซ แต่ HS- และ S2- อยู่ในรูปของสารละลาย (เกวลิน, 2559)ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือก๊าซไข่เน่ามีคุณสมบัติเป็นก๊าซพิษที่ไม่มีสี มีกลิ่นเหม็นคล้ายไข่เน่า มีกลไกออกฤทธิ์คล้ายกับพิษของไซยาไนด์ คือ เข้าจับและยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Cytochrome oxidase ใน mitochondria ทำให้หยุดกระบวนการหายใจของเซลล์ เมื่อสัมผัสหรือสูดดมเข้าไป จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ หากสูดดมมากจนแพร่เข้าสู่กระแสเลือด จะทำให้ความสามารถในการนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายมีประสิทธิภาพลดลง พิษจากก๊าซจะเข้าทำลายปอด ทรวงอก ไต ระบบทางเดินอาหาร กระเพาะปัสสาวะ และเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ (Chou, 2003) โดยข้อมูลจากเกียรติศักดิ์ (2559) ระบุว่า หากได้รับไฮโดรเจนซัลไฟด์เข้าไปในร่างกายปริมาณน้อย (15-50 ppm) จะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อนัยน์ตา อาจก่อให้เกิดการปวดหัวคลื่นไส้และอาเจียนได้ แต่ถ้าได้รับเข้าไปในปริมาณมาก (200-300 ppm) จะมีผลกระทบต่อระบบการหายใจและอาจมีอาการหมดสติได้ และหากได้รับที่ความเข้มข้นมากกว่า 700 ppm อาจทำให้เสียชีวิตได้

โดยปกติการวิเคราะห์ซัลไฟด์ในน้ำจะวิเคราะห์สารประกอบซัลไฟด์ทั้งสามชนิดที่กล่าวไว้ข้างต้น วิธีมาตรฐานในการวิเคราะห์ปริมาณซัลไฟด์คือวิธีไอโอโดเมทริกและวิธีเมทิลีนบลู วิธีไอโอโดเมทริกเป็นวิธีการไตเตรทที่ทำได้ยากนอกห้องปฏิบัติการและมีความไวน้อยกว่าวิธีเมทิลีนบลู อย่างไรก็ตามวิธีเมทิลีนบลูมีกระบวนการที่ซับซ้อนโดยอาศัยหลักการเกิดปฏิกิริยาระหวางซัลไฟดเฟอริกคลอ-ไรดและ N-dimethyl-p-phenylenediamine ทําใหเกิดเปน Methylene Blue ในขั้นตอนแรกจะเป็นการทําใหเกิดสีและหลังจากนั้นจะเปรียบเทียบสีที่เกิดขึ้นในตัวอยางกับสีที่เกิดจากการใชสารละลายมาตรฐานซัลไฟดที่ทราบความเขมขนโดยการนำไปเข้าเครื่องวัดค่าการดูดกลืนแสง (Reese et al, 2011) ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง

ดังนั้น โครงงานนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดทดสอบวิธีเมทิลีนบลูที่ประหยัด รวดเร็วและใช้งานง่ายสำหรับใช้วิเคราะห์ไฮโดรเจนซัลไฟด์ในน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม