การศึกษาผลของแสงสีที่มีต่อเลนส์เพื่อจำลองเป็นวิธีตรวจต้อกระจกอย่างง่ายโดยอาศัยทฤษฎีแผ่นตรวจตาของสเนลเลนชาร์ต

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ธนพร กรวิสุทธิ์

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ปิยะนุช เขียวอร่าม

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2562

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ต้อกระจกเป็นโรคที่พบมากในผู้สูงอายุของประเทศไทย ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยมีความสามารถในการมองเห็นน้อยลง ส่งผลกระทบการการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก ใน พ.ศ. 2561 ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคของผู้สูงอายุ โดยมีอัตราประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปร้อยละ 20 อ้างอิงจากผลสำรวจของกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2560 อีกทั้งพบว่าร้อยละ 24 ผู้สูงอายุต้องอยู่คนเดียวและไม่มีรายได้จุนเจือจากลูกหลาน เราจึงคิดวิธีการตรวจหาความเสี่ยงที่จะเป็นต้อกระจกอย่างง่าย โดยอ้างอิงจากการตรวจตาแบบผ่านแสงไฟฉายเข้าสู่ดวงตาผู้ป่วยของแพทย์ โดยนำกระดาษแก้วสีเขียว สีแดงและสีน้ำเงินมาผ่านแสงจากหลอดไฟ 6 วัตต์ไปที่เลนส์นูนจำลองซึ่งเคลือบด้วยสารเสตียรอยด์ 2 ชนิดคือ เพรดนิโซโลน 5 กรัมและเด็กซอฟ 4 มิลลิลิตร เพื่อจำลองความขุ่นของเลนส์ตาเมื่อเป็นต้อกระจก เปลี่ยนเลนส์จำลองเป็นคอนแทคเลนส์ในการทดลองเคลือบสารคลอไรด์ เนื่องจากเลนส์จำลองไม่มีคุณสมบัติในการดูดซับและตกตะกอนสารเหมือนเลนส์ตา การทดลองทั้งหมดใช้ลักซ์มิเตอร์ควบคุมค่าความเข้มแสงของห้องอยู่ที่ 0.00-0.02 ฟรักซ์ จากนั้นวัดค่าความเข้มแสงและระยะโฟกัสไปคำนวณในหน่วย LogMAR โดยใช้สูตร "ω=2d" "tan" ⁡〖"θ" /"2" 〗 เพื่อทำตารางสเกลค่าแถบสีใช้ควบคู่กับการส่องตรวจดวงตาของผู้ป่วย ผลการทดลองพบว่าแสงสีน้ำเงินให้ค่าความเข้มแสงชัดเจนที่สุด โดยเลนส์นูนจำลองขนาด 1..00*4.75 เซนติเมตร ให้ค่าความเข้มแสงสูงสุดที่ 1.52 ฟรักซ์ หรือ 0.778 LogMAR และคอนแทคเลนส์ขนาด -2.50 ให้ค่าความเข้มแสงสูงสุดที่ 1.28 ฟรักซ์ หรือ 0.552 LogMAR หากการวิจัยนี้ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยและนำไปใช้ได้จริงจะทำให้ผู้สูงอายุที่อาศัยห่างไกลโรงพยาบาล สามารถหาซื้ออุปกรณ์ทำเครื่องมือตรวจดวงตาได้อย่างสะดวก ประหยัดค่าใช้จ่าย ปลอดภัย นำไปสู่การรักษาที่รวดเร็วก่อนโรคจะลุกลาม