การหาปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวมและฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระในมันเลือด(Dioscorea alata L.) เพื่อแปรรูปเป็นเม็ดไข่มุกเพื่อสุขภาพ

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

รักษิกานต์ มะลิงาม, ฐาปนี จินดาศรี

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ภูวนัย ดอกไธสง, อารีรัตน์ ใจกล้า

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนจอมพระประชาสรรค์

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2562

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

การนำมันเลือดซึ่งเป็นมันในท้องถิ่น ที่มีหัวขนาดใหญ่มาวิเคราะห์หาปริมาณสารประกอบฟีนอลิกและฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ และศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อปริมาณสารประกอบฟีนอลิกและฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระในมันเลือด จากนั้นนำไปแปรรูปเป็นเม็ดไข่มุก ซึ่งเป็นส่วนประกอบในชานมไข่มุก และเป็นเมนูเครื่องดื่มที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เนื่องจากไข่มุกที่เรานิยมบริโภคกันทั่วไปนั้นอาจมีสารที่ทำให้ร่างกายเกิดโรคต่าง ๆ ตามมา จากข้อมูลในเว็บไซต์ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ระบุว่า ผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโรงพยาบาลอาร์คอน(University Hospital Aachen) ประเทศเยอรมัน เตือนถึงการบริโภคเครื่องดื่มประเภทชาไข่มุกว่า นอกจากเสี่ยงก่อให้เกิดอันตรายจากการสำลักเม็ดไข่มุกแล้ว จากการสุ่มตรวจยังพบว่าเม็ดไข่มุกเคี้ยวหนึบมีสารเคมีประเภท โพลีคลอริเนต ไบฟีนิล (Polychlorinated Biphenyls หรือ PCBs) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เจือปนอยู่ด้วย ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลพิษวิทยาระบุว่า สารเคมีประเภทโพลีคลอริเนต ไบฟีนิล เป็นสารที่ละลายน้ำได้น้อย แต่ละลายในไขมันได้ดี และสลายตัวได้ยากในสิ่งมีชีวิต เมื่อเข้าสู่ร่างกายมนุษย์จะถูกขับออกได้บ้างทางอุจจาระและปัสสาวะ ที่เหลือจะสะสมในร่างกายทีละน้อย จนเริ่มแสดงอาการของพิษ เริ่มตั้งแต่คลื่นไส้ เหนื่อย เบื่ออาหาร เกิดตุ่มฝีที่ผิวหนัง เล็บคล้ำ ฯลฯ ไปจนถึงอาการขั้นร้ายแรง คือทำให้เกิดความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ ระบบภูมิคุ้มกัน และอาจทำให้เป็นมะเร็งได้ ซึ่งการนำมันเลือดมาเป็นส่วนผสมในการแปรรูปเม็ดไข่มุก อาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นสำหรับผู้บริโภคที่นิยมบริโภคชานมไข่มุก และยังถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับมันเลือด สร้างเงิน สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้อีกทางหนึ่ง