การพัฒนาเส้นใยสับปะรดเคลือบน้ำยางพารากันน้ำฝนสำหรับต้นยางพารา

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

วรวิช ยิ้มสะบาย, กมลชนก พรมบาง, ณรงค์วิทย์ สายคำ

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

วาธิณี เมณฑ์กูล, พวงทิพย์ พันอินทร์

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนเซนต์นิโกลาส

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2562

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีดินอุดมสมบูรณ์และมีความชุ่มชื้น เหมาะแก่การปลูกต้นยางพาราและได้เริ่มปลูกสร้างสวนยางพารา ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2442 และได้ปลูกเพิ่มขึ้นๆ เกือบทุกปี จนบัดนี้ประเทศไทยมีเนื้อที่ปลูกต้นยางพาราหลายล้านไร่ และเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร ส่งผลให้เกิดอุตสาหกรรมสิ่งของต่างๆที่คอยอำนวยความสะดวกสบายมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตมาจากยางพาราทำให้ปริมาณความต้องการผลิตภัณฑ์จากยางพาราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ยางพาราเป็นที่ต้องการของตลาดโลกมากขึ้นและเกิดอุตสาหกรรมยางพาราแปรรูปมากขึ้น ประเทศไทยเองก็มีนโยบายกระตุ้นการแปรรูปยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่ายางพาราทำให้ความต้องการยางพาราเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เกษตรกรทั่วทุกภูมิภาคของประเทศหันมาปลูกพืชเกษตรชนิดนี้กันมากขึ้น แต่หากในช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่มีฝนตก เกษตรกรชาวสวนยางจะไม่สามารถกรีดยางได้ เพราะน้ำฝนจะลงไปปนเปื้อนกับน้ำยางพาราทำให้คุณภาพของน้ำยางพาราลดลง ส่งผลให้ราคาของยางพาราตกต่ำลงมากจนไม่สามารถขายได้ ส่งผลกระทบต่ออาชีพการทำสวนยางพาราอย่างมาก เพราะมีจำนวนวันกรีดยางพาราที่น้อยลงทำให้ขาดรายได้

จากปัญหาดังกล่าวจึงมีแนวคิดที่จะประดิษฐ์หมวกกันน้ำฝนให้กับต้นยางพารา เพื่อเพิ่มจำนวนวันกรีดยางพาราให้กับชาวสวนยางพาราในที่ฝนตกหรือในช่วงฤดูฝน โดยพัฒนาหมวกกันน้ำฝนจากเส้นใยสับปะรดเคลือบด้วยน้ำยางพาราเพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการป้องกันน้ำฝนให้กับต้นยางพารา และเพื่อทดแทนหมวกกันน้ำฝนตามท้องตลาดที่มักจะประดิษฐ์มาจากพลาสติกซึ่งเป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ยากและหากใช้วิธีการเผาทำลายก็จะก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม และการประดิษฐ์หมวกกันน้ำฝนจากเส้นใยสับปะรดนั้นเป็นการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทำให้เกษตรกรมีจำนวนของวันกรีดยางมากขึ้น สามารถกรีดยางได้แม้ในช่วงที่ฝนตก ซึ่งวัสดุที่ใช้ในการประดิษฐ์นั้นเป็นวัสดุที่ทำมาจากธรรมชาติมีความแข็งแรง ทนทานและสามารถย่อยสลายเองได้ตามธรรมชาติ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้งจากภาคการเกษตรที่ไม่มีประโยชน์และยังเป็นการช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเผาทำลายวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกได้อีกด้วย