การศึกษาวิธีการสกัดเพคตินจากเปลือกส้มโอเพื่อนำมาทำเจลลดการอักเสบที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus Aureus
- ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
อริสรา พูลสมบัติ, โกลัญญา เกิดรอด, ชญากานต์ น้ำขาว
- อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์
สมยศ รัตนไพบูลย์กิจ
- โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์
- ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์
ส้มโอเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายต่อผู้บริโภคในทุกเพศทุกวัยโดยส้มโอมี สรรพคุณหลายอย่าง เช่น เปลือกผลมีรสขมเฝื่อนพร่าหอมร้อน ลดการอักเสบต้านเชื้อแบคทีเรีย สามารถรักษาโรคลมพิษที่ผิวหนังได้ และเนื่องจากการจำหน่ายส้มโอส่วนใหญ่ก็จะจำหน่ายเพียงส่วนเนื้อซึ่งทำให้เปลือก ของส้มโอและส่วนอื่นๆที่ไม่สามารถรับประทานได้ถูกเผาทิ้ง ทำให้เกิดมลภาวะและเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติ จากการศึกษาเพิ่มเติมพบว่าในเปลือกของส้มโอนั้นมีสารชนิดหนึ่งที่ชื่อว่าเพคติน ซึ่งมีสรรพคุณ ในการลดการอักเสบของแผล และเมื่อนำไปละลายน้ำจะกลายเป็นวุ้น(เจล) อีกทั้งการสกัดสารเพคตินออกจากเปลือกส้มโอยังมีอีกหลายวิธี อย่างเช่นการสกัดด้วยกรดต่างๆ และด้วยเนื่องจากการอักเสบที่มักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Staphylococus Aureus เป็นแบคทีเรียที่มีอยู่ทั่วไปบนผิวหนัง ซึ่งบางคร้ังก็ทำให้แผลอักเสบจนติดเชื้อบนผิวหนังบริเวณ และเพื่อง่ายต่อการรักษาผู้คนก็จะกินยาปฏิชีวนะในการยับยั้งเชื้อโรค หากเป็นบ่อยคร้ังก็จะกินยา บ่อยซึ่งเป็นผลเสียต่อตับทำให้ตับทางานหนักและวายในที่สุด หากเปลี่ยนเป็นการฉีดยาก็จะมีค่าใช้จ่ายที่สูง ดังนั้น ผู้จัดทำจึงคิดที่จะทำเจลลดการอักเสบที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเลือกที่จะทำเป็นเจลเพื่อลดต้นทุนในการผลิตและเพื่อง่ายต่อการใช้งาน อีกทั้งยังไม่ทรงผลเสียต่อสุขภาพ และมีการสกัดสารแพคตินจากเปลือกส้มโอด้วยวิธีต่างๆ โดยเราจะสกัดทั้งหมด 3 วิธี โดยวิธีที่ 1 และวิธีที่ 2 จะเป็นการสกัดด้วยกรดไฮโดรคลอริก โดยเราจะใช้ส่วนของเปลือกส้มโอชั้นฟองน้ำสีขาว ล้างทำความสะอาดแล้วนำไปสกัดกับกรดไฮโดรคลอริกในอ่างควบคุมอุณหภูมิ จากนั้นจะนำมาตกตะกอนด้วยเอทานอลและนำกรอง แล้วทำให้แห้งจากนั้นบดให้เป็น จากนั้นโดยจะแตกต่างกันที่วิธีที่ 2 จะนำไปต้มด้วยเอทานอลก่อน 1 รอบ และนำไปสกัดด้วยกรดไฮโดรคลอริก จากนั้นมีการใช้อะซิโตนตกตะกอนคู่กับเอทานอลในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งในวิธีแรกจะไม่ต้มด้วยเอทานอลก่อนและตกตะกอนเพคตินด้วยเอทานอลเพียงอย่างเดียว วิธีที่ 3 จะเป็นการสกัดด้วยกรดซิตริก เมื่อเราสกัดทั้งสามวิธีเราจะดูปริมาณเพคิตที่ได้จากแต่ละวิธี แล้วบันทึกวิธีที่สกัดได้ดีที่สุด จากนั้นนำไปทดสอบการต้านเชื้อแบคทีเรีย โดยเราจะนำเชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์ StpahylococusAureus มาทำการเกลี่ยให้ทั่วบนอาหารเลี้ยงเชื้อ นำเพคตินผสมน้ำแล้วหยดลง sterile paper dics แล้ววางบนอาหารเลี้ยงเชื้อ จากนั้นบ่มที่อุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 48 ชั่วโมง เมื่อครบเวลาจะดูโคโลนีของเชื้อ บันทึกผลจากนั้นดูประสิทธิภาพการต้านเชื้อ จากนั้นเป็นขั้นตอนการทำเจล เมื่อขึ้นรูปเจลเสร็จก็นำไปทดสอบการต้านเชื้ออีกครั้งด้วยวิธีการเดิม แล้วดูประสิทธิภาพของเจลลดการอักเสบ