ปุ๋ยน้ำจากเซรั่มน้ำยางธรรมชาติสำหรับการปลูกผักอินทรีย์

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ณัฐวรา ศรีพล, ณัฐกฤตา ปลอดทองสม

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

สกุลรัตน์ พิชัยยุทธ์, เจริญ นาคะสรรค์

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนมอ.วิทยานุสรณ์ สุราษฎร์ธานี

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2564

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

โครงงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของปุ๋ยน้ำจากเซรั่มน้ำยางธรรมชาติสำหรับการปลูกผักอินทรีย์เมื่อเปรียบเทียบกับปุ๋ยเคมีชนิดน้ำทางการค้า (2) เพื่อวิเคราะห์ชนิดและปริมาณธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรองที่มีอยู่ในเซรั่มน้ำยางธรรมชาติ (3) เพื่อหาปริมาณความเข้มข้นของสารรักษาสภาพที่เหมาะสม

โครงงานนี้มีแผนจะนำเซรั่มที่ได้จากการเตรียมน้ำยางข้นโดยวิธีการครีมมิ่งมาวิเคราะห์ชนิดเเละปริมาณธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรอง โดยวิธี ICP-MS เเละ CHNSO จากนั้นจะนำเซรั่มดังกล่าวมารักษาสภาพ โดยจะทำการศึกษาอิทธิพลของชนิดและความเข้มข้นของสารรักษาสภาพ สารรักษาสภาพที่ใช้ในการทดลองนี้คือ โพแทสเซียมซอร์เบท (PS) และจะทำการศึกษาความเข้มข้นที่ระดับความเข้มข้น 0.05% 0.10% 0.20% และ 0.30% โดยปริมาตร

เมื่อได้ทราบผลของชนิดและความเข้มข้นของสารรักษาสภาพที่ดีที่สุดแล้ว จะนำเซรั่มที่ผ่านการรักษาสภาพแล้วมาทำการทดลองกับพริกขี้หนูเเละผักคะน้า หลังจากนั้นรอสังเกตการเจริญเติบโตเเละบันทึกผลการทดลอง โดยผลการทดลองที่ได้จะทำการเปรียบเทียบกับปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำทางการค้า

จากงานวิจัยที่ได้ทำการศึกษาอิทธิพลของเซรั่มจากน้ำยางข้นโดยวิธีการปั่นเหวี่ยง พบว่า เซรั่มน้ำยางธรรมชาติส่งผลดีต่อลักษณะการเจริญเติบโตและผลผลิตของพริกขี้หนูและผักคะน้า อีกทั้งเซรั่มน้ำยางธรรมชาติยังเป็นการเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน รวมทั้งเป็นสารปรับสภาพดินได้อย่างดี (Dunsin et al., 2015) นอกจากนี้ยังพบว่า เซรั่มน้ำยางธรรมชาติมีธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) และกำมะถัน (S) ซึ่งเป็นแหล่งธาตุอาหารสำหรับพืช (Eifediyi et al., 2012) เมื่อเปรียบเทียบอิทธิพลของชนิดสารรักษาสภาพพบว่า สารรักษาสภาพที่เหมาะสมที่สุดเพื่อใช้รักษาสภาพเชรั่มน้ำยางธรรมชาติ คือ โพแทสเซียมซอร์เบทที่ระดับความเข้มข้น 0.20% เนื่องจากสามารถรักษาสภาพเชรั่มน้ำทิ้งได้ยาวนานถึง 30 วัน (เจนจิรา และอรวรรณ, 2556)