เปรียบเทียบความสามารถในการย่อยพลาสติกของหนอนนก (Tenebrio molitor)

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

สุชญา มณีสิงห์, แก้วเก้า กลั่นสุวรรณ

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

นาถรภี ชูอ่อน

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ตรัง

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2564

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ในปัจจุบันความต้องการใช้พลาสติกมีอัตราเพิ่มขึ้นสูง โดยเฉพาะพลาสติกในกลุ่ม Polystyrene (PS), Polyethylene (PE) และ Polypropylene (PP) เนื่องจากเป็นพลาสติกที่ถูกนำมาใช้ในการผลิตภาชนะต่างๆ เช่น กล่องโฟม ขวดน้ำดื่มและถุงพลาสติก จากการสำรวจพบว่าประเทศไทยมีปริมาณขยะพลาสติกมากถึง 2.7 ล้านตัน แบ่งเป็นถุงพลาสติกถึง 80% หรือเฉลี่ยคิดเป็น 5,300 ตันต่อวัน (BLT Bangkok, 2562) ซึ่งอัตราการใช้พลาสติกดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาขยะล้นโลก เนื่องจากถุงพลาสติก (PP) ใช้เวลาในการย่อยสลายนาน ส่วนกล่องโฟม (PS) ไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ

จากการสืบค้นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า มีการนำหนอนนกมาช่วยในการย่อยสลายพลาสติก เนื่องจากเป็นวิธีทางชีวภาพ โดยอาศัยการย่อยสลายพลาสติกของแบคทีเรียในลำไส้ของหนอนนก (เกริกชัย สาศรีสุข และคณะ, 2562)

โดยการทดลองแบ่งเป็น 7 ชุด การทดลองแต่ละชุดการทดลองนำพลาสติกในกลุ่ม PS PE และPP มาใช้ในการเลี้ยงหนอนนกเปรียบเทียบกับชุดควบคุมที่ใช้อาหารไก่ จากนั้นทำการชั่งน้ำหนักหนอนนก อาหารไก่ที่เหลือ พลาสติกที่เหลือ ทุกๆ 7 วัน เมื่อทำการทดลองครบ 4 สัปดาห์ ทำการร่อนมูลหนอนนกแล้วส่งตรวจหาหมู่ฟังก์ชันของพลาสติกในมูลหนอนนกด้วยเทคนิค FT-IR

วิเคราะห์ผลการทดลองโดยการเปรียบเทียบความสามารถในการย่อยพลาสติกชนิดต่างๆของหนอนนก (Tenebrio molitor) จากน้ำหนักของหนอนที่เพิ่มขึ้นและน้ำหนักพลาสติกที่ลดลง