การศึกษาศักยภาพการผลิตพลาสติกชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรและวัชพืช เพื่อนำมาแปรรูปเป็นกระถางเพาะชำ

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พิชญ์สุกานต์ ปิ่นในเมือง, มนชวันณ์ โชติช่วง, สุทธิกานต์ กวางทอง

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ปาริฉัตร นริศยาพร

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนสุรนารีวิทยา

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2566

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

เนื่องจากในปัจจุบันภาคการเกษตรของไทยได้ใช้กระถางเพาะชำพลาสติกเป็นจำนวนมาก จนก่อให้เกิดขยะที่เป็นมลพิษต่อแวดล้อม และขยะจากพลาสติกยังใช้เวลาย่อยสลายนานอีกด้วย ทางคณะผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษาประสิทธิภาพกระถางเพาะชำพลาสติกชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร และวัชพืช ได้แก่ เหง้ามันสำปะหลัง ชานอ้อย ผักตบชวา และหญ้าขจรจบ จากการศึกษา เหง้ามันสำปะหลังมีปริมาณแอลฟ่าเซลลูโลสมากที่สุด รองลงมาคือโฮโลเซลลูโลส ลิกนิน เถ้า และความชื้น ชานอ้อยมีปริมาณโฮโล-เซลลูโลสมากที่สุด รองลงมาคือแอลฟ่าเซลลูโลส ลิกนิน เถ้า และความชื้น ผักตบชวามีปริมาณโฮโลเซลลูโลสมากที่สุด รองลงมาคือแอลฟ่าเซลลูโลส ลิกนิน เถ้า และความชื้น หญ้าขจรจบมีปริมาณโฮโลเซลลูโลสมากที่สุด รองลงมาคือ แอลฟ่าเซลลูโลส ลิกนิน ความชื้น และเถ้า ตามสำดับ และ ผลการศึกษาศักยภาพในการผลิตเซลลูโลส หญ้าขจรจบ มีร้อยละการผลิตถึง 60.22% และผลการศึกษาสังเคราะห์คาร์บอกซีเมทิล-เซลลูโลส พบว่า ชานอ้อย มีร้อยละการสังเคราะห์สูงสุด คือ 93.6% จากการศึกษาศักยภาพในการย่อยสลาย โดยใช้วิธีฝังกลบในดิน จำลองการย่อยสลายทางชีวภาพ พบว่า พลาสติกชีวภาพจากพืชทั้ง 4 ชนิด ใช้เวลาในการย่อยสลายเพียง 14 วัน และพลาสติกชีวภาพจากชานอ้อย มีอัตราการย่อยสลายสูงสุดและจากการตรวจหาปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากการย่อยสลายโดยใช้เครื่องวัดคุณภาพอากาศเป็นเวลา 72 ชั่วโมง พบว่าหญ้าขจรจบมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้นสูงสุด และชานอ้อยมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำที่สุด ผลการวิจัยนี้ยังสามารถอ้างอิงระยะเวลาในการใช้ประโยชน์ของแผ่นพลาสติกชีวภาพได้