การศึกษาและเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของพลูระหว่างการนำรากลงดินกับรากลอย เพื่อแก้ปัญหารากเน่าในบริเวณที่มีน้ำขัง
- ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
นนทิชา ชาประสม, สิริศักดิ์ เกษมสุวรรณ์, จิรกัญญา พวงประยงค์
- อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์
ศุภลักษณ์ ห้วยหงษ์ทอง, สุทธิวิชญ์ พงษ์ธนาวิสิฐ
- โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์
- ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์
เป็นวิธีการปลูกพลูแบบใหม่เพื่อลดการรากเน่าโดยใช้พลูเหลือง สายพันธุ์พลู คือ พลู (ชื่อวิทยาศาสตร์: Piper betle Linn.,ชื่อวงศ์: PIPERACEAE) ในการทดลอง จำนวน10ต้น ซึ่งแบ่งการปลูกแบบใหม่กับแบบเดิมอย่างละ5ต้นอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันน้ำและอาหารในปริมาณที่เท่ากัน วิธีการดำเนินงานการเพาะพันธุ์ ตอนกิ่งบริเวณข้อที่มีรากจำนวน3ตำแหน่ง โดยใช้ถุงพลาสติกในการหุ้ม บริเวณข้อจากนั้นผูกด้วยเชือกแหน่งการวัดความชื้นในดิน(Soid Moisture Meter)เป็นเครื่องที่สามารถวัดความชื้นภายในดิน ซึ่งความชื้นในดินเป็นปัจจัยสำคัญในการปลูกพืชการเปรียบเทียบการเจริญเติบโตโดยการ วัดปริมาณใบโดยการเปรียบเทียบต้นที่ปลูกแบบรากลอยกับต้นที่ปลูกแบบปกติการควบคุมปริมาณน้ำโดยต้นที่ปลูกแบบปกติจะให้ปริมาณน้ำมากเพื่อทดสอบเรื่องความชื้นเนื่องจากฤดูฝนไม่สามารถควบคุมปริมาณความชื้นได้หากไม่มีหลังคากันน้ำฝน และต้นที่ปลูกแบบรากลอยจากพื้นจะควบคุมปริมาณน้ำให้มีปริมาณน้ำเท่ากัน
คณะผู้จัดทำโครงงานจึงได้มีแนวคิดที่จะลดต้นทุนการใช้แผ่นพลาสติก โดยการคิดและพัฒนาแนวทางในการปลูกพลูแบบใหม่ โดยจากการศึกษาพบว่า ต้นพลูเป็นพืชไม้เลื้อย และเป็นระบบรากฝอย ซึ่งใช้รากยึดเกาะ
และหาอาหารเพื่อมาเลี้ยงลำต้นและได้ศึกษาประโยชน์และความเหมาะสมต่อการเพาะปลูกโดยใช้ถุงดินเกาะกับข้อปล้องของพลู ถุงพลาสติกใส่ดินที่ใช้ สามารถควบคุมปริมาณปุ๋ยและระบายน้ำได้ดี ลดการท่วมขังของน้ำ ได้โดยการปลูกแบบลอยทำให้รากไม่อยู่ในดิน การปลูกพลูแบบใหม่นี้จะสามารถช่วยให้รากของพลูนั้นไม่เน่าและลดขยะพลาสติกจากการใช้พลาสติกในการมุงสวนพลู คณะผู้จัดทำคาดหวังว่าโครงงานนี้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการปลูกพลูเป็นการส่งเสริมในการลดใช้พลาสติกอีกทั้งยังเป็นการลดต้นทุนและเพิ่มกำไรในการค้าขายพลู