การศึกษาประสิทธิภาพของกากกาแฟในการดูดซับยาพาราเซตามอลจากน้ำเสียสังเคราะห์

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

รินรดา วิชญไชยนันท์, นิชา แกล้วกล้า, พรปวีณ์ เรืองสุริยกิจ

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

อุมารัจน์ สันติสุขเกษม

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2565

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

กาแฟจัดเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดยในปี พ.ศ. 2564 ตลาดกาแฟสดในประเทศไทยมีการขยายตัวมากขึ้นร้อยละ 7.2 ส่งผลให้มีปริมาณกากกาแฟมากขึ้นตามปริมาณการบริโภคในแต่ละวัน กากกาแฟจัดเป็นของเสียที่สามารถนำไปใช้เป็นตัวดูดซับสารปนเปื้อนจากน้ำเสียได้ เนื่องจากมีโครงสร้างของเซลลูโลส ลิกนิน กรดไขมัน และเฮมิเซลลูโลส อย่างไรก็ตามหากไม่ได้รับการนำไปใช้ประโยชน์ กากกาแฟจะถูกนำไปกำจัดในหลุมฝังกลบซึ่งจัดเป็นวิธีการบำบัดที่ควรหลีกเลี่ยง ในอีกมุมหนึ่งด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ปริมาณการบริโภคยาพาราเซตามอลเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน จึงส่งผลให้มีแหล่งกำเนิดของยาพาราเซตามอลแพร่กระจายสู่ระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนจากการขับถ่ายนอกเหนือไปจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตยาพาราเซตามอล ด้วยขนาดอนุภาคที่เล็กมากของยาพาราเซตามอลจึงทำให้ยาสามารถเล็ดลอดออกจากตัวกรองในระบบบำบัดน้ำเสียและแพร่กระจายสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมได้ในท้ายที่สุด หนึ่งในผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นคือการดื้อยาพาราเซตามอลในประชากรบางส่วนเนื่องจากได้รับปริมาณยาพาราเซตามอลเกินขนาดที่ควรบริโภค ดังนั้นในงานวิจัยนี้จึงจะดำเนินการศึกษาศักยภาพของกากกาแฟที่ไม่ผ่านการปรับสภาพในการดูดซับยาพาราเซตามอลจากน้ำเสียสังเคราะห์ โดยขั้นตอนหลัก ๆ ในการทดลองจะเริ่มตั้งแต่ (1) การเก็บรวมรวบกากกาแฟจากร้านกาแฟ (2) การเตรียมกากกาแฟและน้ำเสียปนเปื้อนยาพาราเซตามอล (3) การศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการดูดซับของระยะเวลา ปริมาณกากกาแฟ รวมถึงความเข้มข้นของน้ำเสียสังเคราะห์ ไปจนถึง (4) การศึกษากลไกและรูปแบบของการดูดซับ โดยคาดว่าผลการศึกษาจะทำให้ทราบถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาและประยุกต์ใช้กากกาแฟในระบบบำบัดน้ำเสียจริง ซึ่งเป็นการจัดการที่ยั่งยืนและสนับสนุนแนวความคิดของเศรษฐกิจหมุนเวียน เนื่องจากมีต้นทุนต่ำ เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเป็นการทำของเสียให้เป็นศูนย์