การศึกษาประสิทธิภาพของคณะวิทยาศาสตร์สังกัดมหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงโอบล้อมข้อมูลและการวิเคราะห์การแบ่งกลุ่ม

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ธนัชชา กัลกุล, ชนิกานต์ คชพลาย, ลักษิกา มิ่งหนองอ้อ

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

กรรณิกาณ์ หิรัญกสิ

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2563

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาวตามนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล เพื่อผลักดันให้ประเทศหลุดพ้นจากกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางและก้าวสู่การเป็นกลุ่มรายได้ระดับสูง จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจให้เป็นเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการผลิต ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการผลิตในภาคเกษตร วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ในขณะเดียวกันแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีของโลกได้ดำเนินไปอย่างก้าวกระโดด เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามามีบทบาทในกิจกรรมของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมากขึ้น ส่งผลให้โครงสร้างการจ้างงานของประเทศเปลี่ยนแปลงไป ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมจำเป็นต้องยกระดับความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รัฐบาลจำเป็นต้องลงทุนพัฒนาทรัพยากรบุคคลและสถาบันความรู้ โดยต้องปรับเปลี่ยนจากการลงทุนที่ตอบโจทย์ระยะสั้นไปสู่การลงทุนที่จะเป็นรากฐานของการพัฒนาในระยะยาวให้ได้มากขึ้น เพื่อพัฒนากำลังคนให้มีความรู้และทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ประโยชน์และการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 รวมถึงการมีทักษะใหม่ๆ เฉพาะทางเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยเป็นฟันเฟืองสำคัญสำหรับการสร้างคน สร้างองค์ความรู้ และการสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายของประเทศ ผ่านการปรับเปลี่ยนบทบาทภารกิจกลุ่มมหาวิทยาลัย เปลี่ยนหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ รวมทั้งจัดระบบและการบริหารจัดการ

การผลิตบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพให้สามารถรองรับการพัฒนาและปรับตัวรับผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นไปตามความสามารถในการผลิตของสถานศึกษา ซึ่งคณะวิทยาศาสตร์ (Faculty of Science) เป็นคณะที่เน้นการศึกษาความรู้ที่เกี่ยวกับธรรมชาติโดยการสังเกตและค้นคว้าจากธรรมชาติรอบๆตัว ถือว่าเป็นหนึ่งกำลังสำคัญในการผลิตบุคคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของประเทศ เพื่อรองรับการพัฒนาและเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศษฐกิจ การให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ (Efficiency) ของคณะวิทยาศาสตร์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะประสิทธิภาพขององค์กรถือเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการหรือบริหารองค์กรนั้นๆทั้งในภาครัฐและเอกชน การที่ประเมินถึงการมีหรือไม่มีประสิทธิภาพในการสร้างผลผลิต ทำให้องค์กรสามารถปรับตัวและอยู่รอดภายใต้ภาวการณ์แข่งขันที่รุนแรงได้ ส่วนองค์กรที่ไม่มีประสิทธิภาพต้องวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้องค์กรไม่มีประสิทธิภาพและใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงการจัดการหรือบริหารองค์กรต่อไป

คณะผู้จัดทำจึงมีความสนใจที่จะศึกษาประสิทธิภาพด้านการผลิตบัณฑิตและการวิจัยของคณะวิทยาศาสตร์ สังกัดมหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มีทั้งหมด 35 แห่ง ด้วยวิธี Data Envelopment Analysis (DEA) และแบ่งกลุ่มคณะวิทยาศาสตร์ สังกัดสถาบันการศึกษาดังกล่าวทั้ง 35 แห่ง ตามคะแนนประสิทธิภาพด้านการผลิตบัณฑิตและการวิจัย ด้วยวิธีการวิเคราะห์การแบ่งกลุ่ม(Cluster Analysis) เพื่ออธิบายลักษณะความคล้ายคลึงกันของประสิทธิภาพคณะวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน และความแตกต่างของประสิทธิภาพคณะวิทยาศาสตร์ที่อยู่ต่างกลุ่มกัน