การเพาะเลี้ยงนางพาชันโรงแบบกึ่งธรรมชาติ

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ธีรภัทร โมราวงศ์, นวพล ทองย้อย, ตะวันฉาย ถาพันธุ์

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

สุรเชษฐ์ หิรัญสถิตย์

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนวัดทรงธรรม

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2562

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ปัจจุบันการเพาะเลี้ยงชันโรง (Stingless bees) ของเกษตรกรและนักวิชาการมีจำนวนมากขึ้นกว่าอดีต เนื่องจากเป็นแมลงสังคมที่มีการดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องอาศัยการดูแลจากมนุษย์ ตลอดจนมีอายุต่อรังนานถึง 20-30 ปี โดยมีจุดประสงค์หลักในการช่วยผสมเกสรอันเป็นการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้กับเกษตรกรโดยไม่ต้องอาศัยสารเคมีหรือการผสมเกสรแบบเทียมใด ๆ เข้ามาช่วยเหลือ พร้อมทั้งยังมีผลผลิตน้ำผึ้งจากชันโรงที่มีราคาสูงกว่าน้ำผึ้งจากผึ้งพันธุ์ธรรมดาถึง 10 เท่า และยังมีผลิตภัณฑ์จากพอสพอลิสที่มีคุณภาพโดยมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ ต่าง ๆ ได้ทั้งในด้านการแพทย์ และอุตสาหกรรม ด้วยสาเหตุดังกล่าวจึงทำให้ในปัจจุบันมีการซื้อขายรังชันโรงในราคาที่สูงขึ้น แต่ก็ยังเป็นที่ต้องการมากของเกษตรกรจนเกิดภาวะขาดตลาด สาเหตุของปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากการใช้หลักการแยกแบบธรรมชาติทั่วไป และเกษตรกรขาดองค์ความรู้ที่จะพัฒนาศักยภาพการเพาะเลี้ยงชันโรงให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปกติแล้วการแยกขยายรังชันโรงตามหลักธรรมชาติทั่วไป 1 รัง/1 ปี จะแยกขยายรังชันโรงได้เพียง 1 รังเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรดังนั้น ผู้ศึกษาจึงมีแนวคิดทำโครงงานเรื่อง “การเพาะเลี้ยงนางพญาชันโรงแบบกึ่งธรรมชาติ (Mass Rearing Fusco Bee Queen in Vitro)”ขึ้น ซึ่งมีวัตถุประสงค์1) ศึกษาการเพาะเลี้ยงนางพญาชันโรงแบบกึ่งธรรมชาติ 2) ศึกษาการเพาะเลี้ยงนางพญาชันโรงแบบกึ่งธรรมชาติด้วยวัสดุประยุกต์ 3) ศึกษาลักษณะประสิทธิภาพของนางพญาชันโรงแบบกึ่งธรรมชาติ และ 4) เพาะเลี้ยงนางพญาชันโรงแบบกึ่งธรรมชาติพร้อมเสนอองค์ความรู้อันเป็นประโยชน์สู่เกษตรกร ดำเนินการทดลอง แบ่งออกเป็น 4 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการดำรงชีวิตและวัฏจักรชีวิตของชันโรงโดยเริ่มจากการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสังเกตพฤติกรรมการดำรงชีวิตและวัฏจักรชีวิตของชันโรง จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาเลียนแบบสภาวะธรรมชาติประกอบกับทฤษฎีเดียร์ชั่น (Dzierzon’s Law) มาประกอบการจำลองเลี้ยง ตอนที่ 2 การสร้างและหาอัตราส่วนที่เหมาะสมของถ้วยเพาะนางพญาชันโรงแบบกึ่งธรรมชาติ โดยหาอัตรส่วนระหว่าง Innate propolis : Sticky propolis : Beeswax ในอัตราส่วน แบบ 1:1:1 แบบ 2:0:1 แบบ 0:2:1 แบบ 2:1:1 และแบบ 1:2:1 ตอนที่ 3 การเพาะเลี้ยงนางพญาชันโรงแบบกึ่งธรรมชาติ และตอนที่ 4 การตรวจสอบลักษณะและประสิทธิภาพของนางพญาชันโรงแบบกึ่งธรรมชาติเป็นการเปรียบเทียบลักษณะนางพญาชันโรงที่ได้จากการเพาะเลี้ยงแบบกึ่งธรรมชาติว่ามีลักษณะตรงตามสัณฐานของนางพญาชันโรงหรือไม่พร้อมทั้งตรวจสอบปัญหาเลือดชิด อีกทั้งเปลียบเทียบการเพิ่มจำนวนรังของการแยกแบบธรรมชาติทั่วไป ผลการทดลอง พบว่า ตอนที่ 1 ได้ข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงนางพญาชันโรงแบบกึ่งธรรมชาติ จากการสังเกต ศึกษาเอกสาร และการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านกีฏวิทยาสำหรับนำไปใช้ดำเนินการเพาะเลี้ยงนางพญาชันโรงแบบกึ่งธรรมชาติ ตอนที่ 2 ศึกษาอัตราส่วนที่เหมาะสมของถ้วยเพาะนางพญาชันโรงแบบกึ่งธรรมชาติ ในอัตราส่วนระหว่าง Innate propolis : Sticky propolis : Beeswax ในอัตราส่วน (แบบ 1:1:1) มีความเหมาะสมที่สุดในการสร้างถ้วยเพาะนางพญาชันโรงแบบกึ่งธรรมชาติ เนื่องจากมีความสามารถในการคงรูปและลักษณะทางกายภาพที่เหมาะสมต่อการทดลอง ตอนที่ 3 และตอนที่ 4 การเพาะเลี้ยงนางพญาชันโรงแบบกึ่งธรรมชาติ มีประสิทธิภาพ นางพญาที่ได้มีลักษณะตรงตามสัณฐานวิทยาของนางพญาชันโรงในธรรมชาติ่วไปทุกประการ การค้นพบระยะวิกฤติของการเปลี่ยนวรรณะใน (72ชั่วโมงแรก)และความสามารถในการเพิ่มขยายรังได้อย่างรวดเร็วมากกว่าการเพิ่มแบบธรรมชาติทั่วไป ( 50 ตัว/1ชุดการทดลอง100pot/1 เดือน ) คิดเป็น 600เท่า/1ชุดการทดลอง100pot/1 ปีเมื่อเปลียบเทียบกับการเพิ่มขยายรังแบบธรรมชาติทั่วไป ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานของการศึกษาที่ว่าการเพาะเลี้ยงนางพญาชันโรงแบบกึ่งธรรมชาติ สามารถเพิ่มขยายรังได้มากกว่าการแยกแบบธรรมชาติทั่วไป ผลการศึกษาโครงงานครั้งนี้จะเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ ผู้ศึกษามุ่งหวังให้เกิดเป็นนวัตกรรมด้านการเพาะเลี้ยงนางพญาชันโรงแบบกึ่งธรรมชาติจากวัสดุประยุกต์ โดยอาศัยความรู้ และการสังเกตจากธรรมชาติมาช่วยธรรมชาติ พร้อมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาการเกิดเลือชิดในสายพันธุ์ของชันโรงอันเป็นการอนุรักษ์ และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพไว้ อีกทั้งช่วยตอบสนองความต้องการและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนจำนวนรังและผลผลิตของกลุ่มผู้ประสบปัญหาในระดับชุมชน ท้องถิ่น และประเทศชาติ