นวัตกรรมกรรไกรตัดเล็บสำหรับผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก
- ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
นันทชา เจ๊ะหลง, วันดานิช เเวยูโซะ, วันนูรลีญานา ละบายดีมัญ
- อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์
มะไซดี บินละหา
- โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์
- ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์
บทคัดย่อ
ปัจจุบันผู้ป่วยกลุ่มอัมพาตครึ่งซีกมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น อาจเนื่องจากการประสบอุบัติเหตุ โรคจากการรับประทาน การสูบบุหรี่และอื่นๆ ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถช่วยเหลือตนเองเบื้องต้นได้ รวมถึงปัญหาข้อต่อติดขัด หรือเคลื่อนไหวไม่สะดวก ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อของมือทำงานไม่สะดวก การสร้างนวัตกรรมกรรไกรตัดเล็บพร้อมอุปกรณ์สำหรับบริหารมือและนิ้วมือ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะทำให้ผู้ป่วยที่อัมพาตครึ่งซีกที่ไม่สามารถใช้แขนด้านใดด้านหนึ่ง ได้ใช้งานตัดเล็บด้วยตนเอง สามารถทำความสะอาดกรรไกรตัดเล็บเอง และยังสามารถบริหารมือและนิ้วมือได้ จะช่วยให้ผู้ป่วยมีกำลังใจในการดูแลตัวเอง ลดภาระงานให้ครอบครัวและโรงพยาบาล รักษาความสะอาดร่างกายเบื้องต้น จะเห็นได้ว่า ความสะอาดนอกจากจะเป็นพื้นฐานของสุขอนามัยที่ดีของบุคคลและสังคมแล้ว อิสลามยังถือว่า “ความสะอาดเป็นส่วนหนึ่งของการศรัทธา” ด้วย ดังนั้น อิสลามจึงได้กำหนดเรื่องของความสะอาดไว้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตประจำวันของมุสลิม อีกทั้งกรรไกรตัดเล็บชิ้นนี้ถือเป็นนวัตกรรมที่สร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยเมื่อผู้ป่วยใช้งานตามลำพัง ขั้นตอนการสร้างกรรไกรตัดเล็บพร้อมอุปกรณ์บริหารมือและนิ้วมือมีดังนี้ 1. คัดเลือกกรรไกรตัดเล็บตามขนาดที่เหมาะสมกับฐาน 2. เลื่อยไม้ยาว 19.5 เซนติเมตร กว้าง 6.2 เซนติเมตร และสูง 4.2 เซนติเมตร เพื่อใช้เป็นฐานรองแล้วขูดส่วนหน้าประมาณ 1.5เซนติเมตร ให้เป็นหลุมเว้าเพื่อเป็นที่รองนิ้ว 3. เจาะไม้ให้เป็นช่องสำหรับรองรับเศษเล็บ 4. เลื้อยไม้ยาวเพื่อทำแขนแว่นขยายยาว 2.5 นิ้ว และ กว้าง 0.5 นิ้ว แล้วไปติดที่ข้างฐานโดยยึดด้วยสกรู 5. เลื่อยไม้อัดยาว 3 นิ้ว กว้าง 1 นิ้วครึ่ง เพื่อใช้เป็นที่หนีบ 6. นำไม้ที่เตรียมไว้มาเลื่อยและขูดส่วนที่ไม่ต้องการออก เพื่อทำเป็นร่องฐานและวัดตามขนาดกรรไกรตัดเล็บ จากนั้นนำสกรูขนาดความยาว 1 เซนติเมตร มาเจาะผ่านก้านกรรไกรตัดเล็บทับบนไม้อัดที่ใช้เป็นฐาน 7. จากนั้นนำไม้อัดที่ตัดตามแบบที่ต้องการมาใช้ต่อกับที่หนีบของกรรไกรตัดเล็บโดยยึดด้วยกาวปืนเพื่อให้ติดแน่นมากขึ้น 8. เจาะรูบริเวณด้านบนของฐานกรรไกรตัดเล็บให้เป็นรูปทรงเรขาคณิตคือ รูปวงรี รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสและรูปวงกลม 9. เมื่อต้องการใช้งานสามารถนำวัสดุที่มีรูปทรงเรขาคณิตมาเสียบให้ตรงกับรูที่เป็นรูปเรขาคณิตชนิดเดียวกัน 10. นำแลกเกอร์มาทาเคลือบไม้ทั้งสองส่วนเพื่อรักษาเนื้อไม้ให้มันวาวและสวยงามเพิ่มมากขึ้น จากผลการทดลองพบว่าผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกใช้เวลาในการตัดเล็บในแต่ละนิ้วเฉลี่ย 141.7 วินาที(2.36 นาที) ใช้เวลาในการตัดเล็บมือแต่ละข้างเฉลี่ย 720.16 วินาที(12 นาที) และในคนปกติใช้เวลาในการตัดเล็บในแต่ละนิ้วเฉลี่ย 5.2 วินาที ใช้เวลาในการตัดเล็บมือแต่ละข้างเฉลี่ย 26 วินาที ซึ่งเป็นเวลาที่นานมากเมื่อเปรียบเทียบกับการตัดเล็บในคนปกติ
และจากผลการทดลองใช้นวัตกรรมกรรไกรตัดเล็บสำหรับผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก ในกลุ่มผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก จำนวน 10 ราย ผู้ชาย 6 ราย คิดเป็น 60% และ ผู้หญิง 4 ราย คิดเป็น 40% ซึ่งมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ณ แผนกกลุ่มเทคนิคงานบริการแพทย์แผนไทยและกายภาพบำบัด โรงพยาบาลยี่งอเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จำนวน 8 ราย และบ้านเลขที่ 47/1 หมู่ 1 ตำบลบางปอ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส 2 ราย ด้วยการประเมินจากการใช้งานและสอบถามข้อมูลในเชิงปริมาณ พบว่า
ความสวยงามของชิ้นงาน มีความพอใจมากที่สุด 4 คน คิดเป็น 40% พอใจมาก 4 คน คิดเป็น 40% และพอใจปานกลาง 2 คน คิดเป็น 20%
ความปลอดภัยในการใช้งาน มีความพอใจมากที่สุด 2 คน คิดเป็น 20% พอใจมาก 4 คน คิดเป็น 40% พอใจปานกลาง 2 คน คิดเป็น 20% และพอใจน้อย 2 คน คิดเป็น 20%
สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง มีความพอใจมากที่สุด 6 คน คิดเป็น 60% และพอใจมาก 4 คน คิดเป็น 40%
สะดวกในการใช้งาน มีความพอใจมากที่สุด 6 คน คิดเป็น 60% และพอใจมาก 4 คน คิดเป็น 40%
เป็นนวัตกรรมที่เหมาะกับผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก มีความพอใจมากที่สุด 8 คน คิดเป็น 80% และพอใจมาก 2 คน คิดเป็น 20%
จากการประเมินเชิงปริมาณดังกล่าวจะเห็นได้ว่านวัตกรรมกรรไกรตัดเล็บสำหรับผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกมีประสิทธิภาพ กลุ่มผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกมีความประทับใจชิ้นงานและสามารถนำชิ้นงานมาใช้ประโยชน์ในการตัดเล็บเมื่อต้องอยู่คนเดียวได้ อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างกำลังใจให้ผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองลดภาระของคนในครอบครัวได้อีกด้วย แต่ยังต้องมีการออกแบบเพิ่มเติมในเรื่องของความปลอดภัย การออกแบบให้เป็นเครื่องมือที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมและเพิ่มอุปกรณ์เสริมอื่นๆ เพื่อสามารถใช้งานมากว่าการตัดเล็บเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตามยังต้องมีการปรับปรุงออกแบบเพิ่มเติมในเรื่อง การเพิ่มฟังก์ชันให้สามารถใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น