ศึกษาผลการใช้น้ำกรดชีวภาพต่อการจับตัวของยางพารา

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ชนัญชิดา สุนทนันท์, วีริสา มิ่งจันทึก, ตะวัน ฉาน

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

กาญจนา ทองจบ

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2564

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

บทคัดย่อ

รายงานโครงงาน เรื่อง ศึกษาผลการใช้น้ำกรดชีวภาพต่อการจับตัวของยางพารา มีจุดประสงค์เพื่อ 1)ศึกษากระบวนการทําน้ำกรดชีวภาพจากสับปะรด 2) ศึกษาประสิทธิภาพของน้ำกรดชีวภาพที่มีผลต่อการจับ ตัวเป็นก้อนของน้ำยางพาราในสูตรต่างๆ เทียบกับกรดเคมี 3) ศึกษาคุณภาพของก้อนยางพาราหลังใช้กรด ชีวภาพจากสับปะรดโดยนําสับปะรด4กิโลกรัมกากน้ำตาล1ลิตรและน้ำ 10 ลิตรผสมนําแป้งข้าวหมาก ใส่ลงในถัง ติดชื่อสูตรที่ 1 น้ำซาวข้าวปริมาณ 1 ลิตรใส่ในถังใบที่ 2 น้ำหมักสูตรที่ 2 น้ำคูลท์ปริมาณ 160 ml ผสมลงในถังใบที่ 3 เป็นน้ำหมักสูตรที่ 3 นําแป้งข้าวหมาก มวล 0.5 กรัม น้ำซาวข้าวปริมาณ 1 ลิตร และ น้ำคูลท์ปริมาณ 160 ml ผสมลงในถังใบที่ 4 เป็นน้ําหมักสูตรที่ 4 และนําถังใบที่ 5 ติดชื่อเป็นสูตรที่ 5 (ไมได้ ใส่จุลินทรีย์เลย) ตั้งทิ้งไว้ 7 วัน นําน้ําหมักที่ได้ไปกลั่นได้สารละลายกรดชีวภาพ นําน้ํากรดชีวภาพไปใส่ในน้ํา ยางศึกษาการจับกันเป็นก้อนยางและนําก้อนยางไปศึกษาประสิทธิภาพ ผลการศึกษาพบว่า

  1. จากการศึกษากระบวนการทําน้ํากรดชีวภาพจากสับปะรด พบว่า น้ําหมักชีวภาพเมื่อใส่จุลินทรีย์ใน การหมักกับไม่ใส่จุลินทรีย์ ระยะเวลาในการหมักน้ําหมักที่ใส่จุลินทรีย์น้อยกว่าไม่ใส่จุลินทรีย์ โดยสังเกตจากค่า pH ของน้ําหมักสูตรที่ 5 ที่ไม่ใส่จุลินทรีย์ที่มีค่า pH มากที่สุด และสูตรที่ 1-4 ใส่จุลินทรีย์มีค่า pH ต่ํากว่า แสดงว่ามีความเป็นกรดเพิ่มมากขึ้น

  2. ศึกษาประสิทธิภาพของน้ํากรดชีวภาพที่มีผลต่อการจับตัวเป็นก้อนของน้ํายางพาราในสูตรต่างๆ เทียบกับกรดเคมีพบว่าเมื่อนําน้ําหมักชีวภาพมากลั่นด้วยชุดกลั่นจะไดส้ารละลายกรดชีวภาพจากน้ําหมัก ชีวภาพหลังการกลั่นที่มีค่า pH ลดลง แสดงว่ามีความเป็นกรดมากขึ้น และสารละลายมีลักษณะใส ไม่มีสี กลิ่น เปรี้ยวเหมือนกรด

  3. เมื่อศึกษาระยะเวลาในการจับกันป็นก้อนของน้ํายางพาราพันธ์ 600 พบว่า น้ํากรดชีวภาพจาก สับปะรดสามารถทําให้น้ํายางจับกันเป็นก้อนในระยะเวลาที่ไม่แตกต่างจากกรดเคมีตามท้องตลาด และสมบัติ ทางกายภาพของกรดชีวภาพ เมื่อดมกลิ่นไม่แสบจมูกแต่กรดเคมีทําให้แสบจมูกและมีกลิ่นฉุน และสีของก้อน ยางที่ได้ไม่แตกต่างกัน

  4. จากการศึกษาคุณภาพของก้อนยางพาราหลังใช้กรดชีวภาพจากสับปะรดกับกรดเคมี เมื่อระยะเวลา เพิ่มขึ้น พบว่า มวลของก้อนยางพาราที่ได้จากกรดชีวภาพมีมวลลดลงและเปลี่ยนแปลงใกล้เคียงกับกรดเคมี และสีของก้อนยางจากกรดชีวภาพ สีไม่เปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงเป็นสีคล้ําน้อยมากเมื่อเทียบกับกรดเคมี

  5. จากการหาปริมาณเนื้อยางแห้ง (DRC) ของก้อนยางพาราจากน้ํากรดชีวภาพและกรดเคมี พบว่า ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ได้จากน้ํากรดเรียงจากมากไปหาน้อย ได้แก่ น้ํากรดชีวภาพสูตรที่ 1 กรดฟอร์มิก น้ํากรดชีวภาพสูตรที่4 น้ํากรดชีวภาพสูตรที่2น้ํากรดชีวภาพสูตรที่5น้ํากรดชีวภาพสูตรที่3และกรดซัลฟู ริก ตามลําดับ แสดงว่าปริมาณเนื้อยางแห้งที่ได้จากกรดชีวภาพมีค่ามากกว่าหรือใกล้เคียงกับกรดเคมี