การใช้เพลงโซนาตาและออร์เคสตราที่ส่งผลต่ออาการหุนหันพลันแล่นและประสิทธิภาพทางการอ่านของเด็กโรคสมาธิสั้นเพื่อพัฒนาต่อเป็นกล่องดนตรีสำหรับดนตรีบำบัด: การศึกษาคลื่นสมอง

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

กชพงศ์ กลิ่นขจร, ภัคจิรา แต้มสี

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

สุณิสา คงคาลัย

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2565

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ภาวะสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder: ADHD) เป็นโรคที่พบได้มากในประชากรทุกช่วงวัย โดยเด็กถึงร้อยละ 5-7 ของประชากรเด็กทั่วโลกกำลังประสบกับภาวะข้างต้น (Miguel Garcia-Argibay และคณะ, 2022) อาการของโรคสมาธิสั้นที่สามารถพบเจอได้บ่อยครั้ง คือ อาการหุนหันพลันแล่น อาการดังกล่าวคือสภาวะที่บุคคลนั้น ๆ เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาแม้ในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม รวมไปถึงการกระสับกระส่ายและพูดมากจนเกินไป (National Institute of Mental Health, 2021) ความผิดปกตินี้เป็นผลมาจากความบกพร่องทางการทำงานของสมองส่วน Prefrontal Cortex (Li Ding และ Gaofeng Pang, 2021) ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมการรับรู้ที่ซับซ้อนและการควบคุมพฤติกรรมทางอารมณ์ (Jaryd Hiser และ Michael Koenigs, 2018)

Prefrontal Cortex เป็นส่วนของเยื่อหุ้มสมองส่วนหน้าภายในสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ทำหน้าที่ในการควบคุมพฤติกรรมทางอารมณ์และสังคม อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับการกำหนดและควบคุมชุดของกระบวนการทางความคิด เช่น การควบคุมความยับยั้งชั่งใจ การควบคุมความสนใจ การควบคุมความสามารถทางปัญญาโดยอาศัยหน่วยความจำระยะสั้น เป็นต้น (Mattia Chini และ Ileana L. Hanganu-Opatz, 2021) โดยภาวะสมาธิสั้นเกิดจากความแปรปรวนของคลื่นสมองภายในส่วนของสมองดังกล่าว จึงทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมอาการหุนหันพลันแล่นของตนเองได้ รวมไปถึงไม่สามารถควบคุมความยับยั้งชั่งใจของตนเองแม้ในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสมก็ตาม (Jason S.Nomi และคณะ, 2018)

งานวิจัยในปัจจุบันมีหลากหลายงานที่พยายามแก้ปัญหาพฤติกรรมหุนหันพลันแล่นของมนุษย์ เช่น การศึกษาผลของการอบรมเพลงออร์เคสตราในเด็กที่ไม่เคยฝึกเล่นดนตรีต่อการลดอาการหุนหันพลันแล่น พบว่าการอบรมดนตรีดังกล่าวสามารถช่วยลดอาการหุนหันพลันแล่น อีกทั้งยังลดการกระทำบางสิ่งบางอย่างซึ่งมากจนเกินไป (Maria C. Fasano, 2019) นอกจากนี้ยังมีการศึกษาผลของการเรียนหลักสูตรดนตรีต่อผลการศึกษาสัมฤทธิ์ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ถึงปีที่ 6 ผลของการวิจัยพบว่าหลักสูตรดนตรีนั้นทำให้การเรียนและผลการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนดีขึ้น (Susan Burchill, 2021) แต่ทั้งสองงานวิจัยข้างต้นเป็นการทดลองกับเด็กที่มีสภาวะปกติ จึงไม่สามารถนำผลการทดลองนั้น ๆ มาเปรียบเทียบกับเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้นได้

ด้วยเหตุผลดังข้างต้น ทำให้ผู้จัดทำโครงงานมีความสนใจศึกษาถึงผลของดนตรีโซนาตาและเพลงออร์เคสตราต่อคลื่นสมองและประสิทธิภาพทางการอ่านของเด็กโรคสมาธิสั้นรวมไปถึงการพัฒนาเป็นกล่องดนตรีสำหรับดนตรีบำบัดเพื่อลดอาการหุนหันพลันแล่น อีกทั้งยังช่วยในการบำบัดโรคสมาธิสั้นตลอดจนการนำผลของการศึกษาไปประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลและสถานบำบัดต่อไป