การศึกษาผลของน้ำหมักมูลไส้เดือนกับน้ำปัสสาวะที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นคะน้า
- ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
ศีลาภา พาณิชหิรัณย์, สุชานันท์ จิตต์เอื้ออารีย์, สิราวรรณ หงษ์วิจิตร
- อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์
มนต์มนัส บุญชู, สุพิศ ศรีพอ
- โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์
- ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์
ในปัจจุบันเมื่อพูดถึงน้ำปัสสาวะคนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นของสกปรกเพราะเป็นของเสียที่ถูกขับออกจากร่างกายเช่นเดียวกับอุจจาระ แต่ที่จริงแล้วน้ำปัสสาวะไม่ได้สกปรกและไม่มีเชื้อโรคอย่างที่เข้าใจ น้ำปัสสาวะใหม่ๆ ของคนปกติที่สุขภาพร่างกายแข็งแรงปลอดภัยเพียงพอที่จะใช้ดื่มเพื่อรักษาสุขภาพด้วยซ้ำไป ในน้ำปัสสาวะนั้นมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์มากมายโดยเฉพาะไนโตรเจนและฟอสฟอรัสซึ่งเป็นธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืช หากนำไปใช้เป็นปุ๋ยในการปลูกพืชก็จะทำให้พืชเจริญเติบโตแข็งแรงทัดเทียมหรือดีกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี แต่ในทางตรงกันข้ามหากเราปล่อยให้น้ำปัสสาวะถูกทิ้งลงสู่น้ำใต้ดิน แม่น้ำ ลำคลองอย่างที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน น้ำปัสสาวะจะกลับกลายเป็นตัวการสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้พืชน้ำเจริญเติบโต แย่งออกซิเจนจากน้ำ ทำให้แหล่งน้ำเน่าเสีย ดังนั้น การหมุนเวียนเอาน้ำปัสสาวะไปใช้ในการเกษตรนอกจากจะช่วยตัดวงจรไม่ให้แหล่งน้ำเน่าเสียแล้ว ยังเป็นการเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เปลี่ยนมลภาวะให้เป็นปุ๋ยโดยใช้ของเสียจากร่างกายไปเป็นปุ๋ยปลูกต้นไม้ พืช ผัก ที่เป็นอาหาร ช่วยให้เราประหยัดต้นทุนในเรื่องปุ๋ยและช่วยลดปัญหามลภาวะต่อสภาพแวดล้อมการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ เพื่อศึกษาอัตราส่วนผสมระหว่างน้ำหมักมูลไส้เดือนกับน้ำปัสสาวะที่มีต่อการเจริญเติบโตของต้นคะน้า มีผลการศึกษา ดังนี้
อัตราส่วนผสมระหว่างน้ำหมักมูลไส้เดือนกับน้ำปัสสาวะที่เหมาะสมที่สุด คือ สูตร Cเนื่องจากมีค่าเฉลี่ย pH เท่ากับ 8.97ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิ 28.9 องศาเซลเซียส และ ค่า NPK เปลี่ยนแปลงจาก Ideal เป็น MUCH TOO ภายใน 2 วัน
อัตราส่วนผสมระหว่างน้ำหมัก C ต่อน้ำ ที่ 40 เปอร์เซ็นต์ เป็นปริมาตรที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของต้นคะน้าเนื่องจาก มีค่า pH ในดิน เฉลี่ย pH เท่ากับ 5.93 มีอุณหภูมิ เฉลี่ย 30.25 องศาเซลเซียส มีความชื้น เฉลี่ย 87.5 เปอร์เซ็นต์ ต้นคะน้ามีความสูงของต้น เฉลี่ย 10.75 เซนติเมตร มีความยาวของใบ เฉลี่ย 7.48 เซนติเมตร