การศึกษาสมบัติของน้ำมันจากเมล็ดกระบกเพื่อใช้พัฒนาเป็นสารเคลือบกระดาษถ้วยไอศกรีม

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ณัฏฐณิชา เมืองยศ, นวินดา บังใบ, สุธินันท์ วุฒิชัย

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

เกียรติศักดิ์ อินราษฎร

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2563

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

กระบก (Irvingia malayana) เป็นพืชในท้องถิ่นที่มีการนำมาใช้ประโยชน์ค่อนข้างจำกัด ทั้งนี้เมล็ดของกระบกอุดมด้วยไขมัน โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมบัติของน้ำมันจากเมล็ดกระบกเพื่อใช้พัฒนาเป็นสารเคลือบกระดาษถ้วยไอศกรีม โดยเปรียบเทียบสมบัติของน้ำมันที่สกัดได้จากเมล็ดกระบกด้วยการสกัดด้วยตัวทำละลาย (เฮกเซน) และการสกัดโดยใช้แรงกล คำนวณหาร้อยละของผลผลิต จากนั้นนำน้ำมันที่ได้มาทดสอบสมบัติต่างๆ ได้แก่ สี กลิ่น ความเป็นกรด ค่าเลขไอโอดีน (Iodine value) ค่าสะปอนิฟิเคชัน (Saponification number) จุดหลอมเหลว ค่าความหนืด และการละลายในสารอินทรีย์ พบว่าการสกัดน้ำมันโดยการใช้ตัวทำละลายได้ปริมาณของน้ำมันมากกว่าการสกัดด้วยแรงกล แต่มีสมบัติไม่แตกต่างกัน คือน้ำมันที่สกัดได้จากทั้งสองชุดการทดลองเป็นไขสีขาวขุ่น ณ อุณหภูมิห้อง และมีค่าอื่นๆ ไม่แตกต่างกัน การทดลองต่อมาได้นำน้ำมันจากเมล็ดกระบกที่สกัดได้โดยใช้ตัวทำละลายมาทำการเคลือบกระดาษด้วยวิธีการ non-precoating อบให้แห้ง แล้วนำกระดาษที่ได้ไปทดสอบสมบัติต่างๆ ได้แก่ การทนต่อแรงดึง ความสามารถในการกันน้ำและกันน้ำนมอุณหภูมิต่างๆ รั่วซึม เปรียบเทียบกับกระดาษกันน้ำสำหรับอาหารในทางการค้า พบว่ากระดาษที่พัฒนาขึ้นมีสมบัติไม่แตกต่างจากกระดาษกันน้ำสำหรับอาหารในทางการค้า โดยทนน้ำอุณหภูมิสูงสุดที่ 40 องศาเซลเซียส เมื่อนำกระดาษเคลือบน้ำมันเมล็ดกระบกไปขึ้นรูปถ้วยนำไปทดสอบการใส่ ไอศกรีมและการย่อยสลายทางชีวภาพ เปรียบเทียบกับถ้วยพลาสติก พบว่า ถ้วยไอศกรีมที่พัฒนาขึ้นสามารถทานต่อน้ำหนักไอศกรีม โดยสามารถคงรูปและกันการรั่วซึมของไอศครมจนกระทั่งไอศรีมทั้งหมดละลาย แต่ถ้วยไอศรีมที่พัฒนาขึ้นสามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ภายใน 45 วัน เมื่อนำถ้วยไอศกรีมที่พัฒนาขึ้นนี้ไปให้ผู้ใช้งานประเมินความพึงพอใจโดยใช้แบบสอบถาม แบบ hedonic 5 point scale พบว่ามีความพึงพอใจในระดับมาก ซึ่งไม่แตกต่างจากการใช้ถ้วยพลาสติกในทางการค้า โครงงานนี้จะเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาการนำสารจากธรรมชาติมาใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยกับผู้บริโภคและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มศักยภาพในการใช้งานของพืชในท้องถิ่นเพื่อการใช้งานในเชิงพาณิชย์ต่อไป