การพัฒนาเซนเซอร์ชนิดการไหลในแนวระนาบสำหรับการตรวจโรคไวรัสตับอักเสบบีจากน้ำลาย
- ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
ณัฐชานนท์ รองเดช, กริชเพชร โคตรหลักคำ
- อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์
สุดเขต ไชโย, อุษา จีนเจนกิจ
- โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์
- ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์
โครงงานวิทยาศาสตร์เรื่องการพัฒนาเซนเซอร์ชนิดการไหลในแนวระนาบสำหรับการตรวจโรคไวรัสตับอักเสบบีจากน้ำลาย เป็นโครงงานวิทยาศาสตร์สาขาเคมีที่จัดทำขึ้น เพื่อพัฒนาเซนเซอร์ที่สามารถตรวจแอนติเจนไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) ที่สามารถแสดงผลให้เห็นด้วยตาเปล่าได้ โดยใช้เทคนิคทดสอบอิมมูแอสเสย์ชนิดการไหลในแนบระนาบ (Lateral flow immunoassay) โดยเริ่มจากการศึกษาการสังเคราะห์อนุภาคทองคำขนาดนาโนเมตร (Gold nanoparticles; AuNPs) ซึ่งใช้เป็นโมเลกุลรายงานบนเซนเซอร์ที่พัฒนาขึ้น จากการทดลองหาอัตราส่วนที่เหมาะสมของสารละลายไตรโซเดียมซิเตรต (Trisodium citrate) กับสารละลายโพแทสเซียมเตตร้าคลอโลออเรต(III) (Potassium Tetrachloroaurate(III)) จากนั้นทำศึกษาความเข้มข้นของแอนติบอดีต่อไวรัสตับอักเสบบีที่เหมาะสมสำหรับติดฉลากบนอนุภาคทองคำขนาดนาโนเมตร พบว่าความเข้มข้นที่เหมาะสมของโพลีแอนติบอดี (Polyclonal antibody) และโมโนแอนติบอดี (Monoclonal antibody) ต่อไวรัสตับอักเสบบี คือ 50 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร และ 25 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ตามลำดับ สำหรับคู่แอนติบอดีที่ถูกนำมาใช้บนเส้นทดสอบที่พัฒนาขึ้น พบว่าโมโนแอนติบอดีต่อไวรัสตับอักเสบบีถูกใช้สำหรับติดฉลากกับอนุภาคทองคำขนาดนาโนเมตร (mAb-AuNPs) บนแผ่นคอนจูเกตและโพลีแอนติบอดีต่อไวรัสตับอักเสบบีถูกใช้สำหรับการตรึงอยู่บริเวณเส้นทดสอบ (T-line) จากนั้นทำการศึกษาหาภาวะที่เหมาะสมบนเส้นทดสอบเพื่อใช้สำหรับตรวจแอนติเจนไวรัสตับอักเสบบีในน้ำลาย ประกอบไปด้วย ปริมาตรของ mAb-AuNPs บนแผ่นคอนจูเกต ความเข้มข้นของโพลีแอนติบอดีต่อไวรัสตับอักเสบบีบนเส้นทดสอบ และชนิดของบัฟเฟอร์ ภายใต้ภาวะที่เหมาะสมของเส้นทดสอบที่พัฒนาขึ้นทำทดสอบตรวจหาตรวจแอนติเจนไวรัสตับอักเสบบีในน้ำลายเทียม โดยการออกแบบแผ่นรองรับตัวอย่างสำหรับดูดซึมน้ำลายบนเส้นทดสอบที่พัฒนาขึ้น พบว่าเส้นทดสอบนี้สามารถตรวจหาตรวจแอนติเจนไวรัสตับอักเสบบีในน้ำลายเทียมได้ถึง 0.025 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรด้วยตาเปล่า โดยมีความไว (Sensitivity) เท่ากับ 83.33% และความจำเพาะ (Specificity) เท่ากับ 100% ดังนั้นแถบเซนเซอร์ที่พัฒนาขึ้นนี้เป็นเซนเซอร์ต้นแบบทางเลือกหนึ่งที่ง่ายและไม่ยุ่งยากสำหรับการตรวจหาแอนติเจนไวรัสตับอักเสบบีในน้ำลาย และยังสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต