การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดคลื่นเสียงของสะนูว่าว

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ฐิญาดา ใกล้กลาง, กชฐนภรณ์ วันทอง, ชวินนุช มณีโชติ

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ภัชรพงศ์ พระไว

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2560

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

“สะนู”หรือในอีกชื่อเรียกคือ“แอกว่าว”หรือ “ธนูว่าว” เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านของประเทศไทยที่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย มักพบเห็นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ของประเทศไทย โดยเป็นอุปกรณ์ซึ่งติดอยู่ด้านบนของว่าวดุ๊กดุ่ยหรือว่าวแอกที่ใช้ในการแข่งขันประเภทว่าวเสียง มีรูปร่างคล้ายคลึงกับธนู โดยสะนูมีส่วนประกอบทั้งหมดสามองค์ประกอบหลักคือ คันสะนู ซึ่งมีลักษณะเป็นส่วนด้ามไม้ไผ่รูปร่างคล้ายคันธนูทำหน้าที่ตรึงเชือกเป็นหลัก, หูสะนู คือบริเวณปลายของคันสะนู จะมีลักษณะเป็นง่ามเพื่อให้สามารถผูกเชือกติดกับปิ่นสะนูได้ และส่วนสุดท้ายคือ ปิ่นสะนู เป็นวัสดุที่ผูกติดกับเชือกแล้วผูกโยงอยู่กับหูสะนู ซึ่งถือได้ว่าเป็นแหล่งกำเนิดเสียงของสะนูว่าว โดยสะนูว่าวที่ใช้ในการแข่งขันภายในท้องถิ่นนั้น จะเป็นการแข่งขันกันที่ความดังของเสียง ซึ่งเกิดจากสะนูที่ติดอยู่บนตัวว่าวในขณะที่ลอยต้านลมกลางอากาศ หรือเป็นการแข่งขันในรูปแบบใช้คนในการเหวี่ยงสะนูว่าวบนภาคพื้นดิน และอันเนื่องมาจากในทุกวันนี้กีฬาเล่นว่าวประเภทนี้ผู้คนมักลืมเลือนและรู้จักน้อยลงจึงเป็นเหตุให้ทางคณะผู้จัดทำมีแนวความคิดริเริ่มที่จะอนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทยเพื่อให้คงอยู่และเป็นที่รู้จักสืบไป โดยได้เริ่มจากการศึกษาภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวจังหวัดสุรินทร์ จากตัวคันสะนูที่ความยาว 170 เซนติเมตร ปิ่นสะนูที่ความยาว 60 เซนติเมตร ในการที่จะทำให้เกิดเสียงของสะนูว่าวนั้นจะต้องมีลักษณะของการเหวี่ยงเป็นวงกลมเหนือศีรษะของผู้เหวี่ยง คันสะนูจะต้องตั้งฉากหรือเอียงไม่มากกับพื้น และต้องมีแรงในการเหวี่ยงที่มากพอ โดยตัวปิ่นสะนูเมื่อปะทะกับแรงลมหรืออากาศที่เกิดจากแรงเหวี่ยงก็จะทำให้เกิดเสียงขึ้น อีกทั้งผู้จัดทำยังได้ทำการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมผ่านอินเทอร์เน็ต พบว่าสามารถเปลี่ยนรูปแบบและชนิดของวัสดุที่ใช้ทำปิ่นสะนูได้ เช่น ทำจากริบบิ้น หรือจากไม้อัดตามขอบตู้และขอบเตียง เป็นต้น โดยในการศึกษานี้ผู้จัดทำได้กำหนดให้ปิ่นสะนูทำจากเชือกพลาสติกชนิดแบนซึ่งมีลักษณะคล้ายกับภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ได้รับมา และยังคงรูปแบบการศึกษาไว้ในรูปแบบโครงงานวิทยาศาสตร์ ภายใต้การศึกษาการทำสะนูว่าว การปรับเปลี่ยนรูปแบบ และปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดคลื่นเสียงของสะนูว่าว