รถสำรวจอัจฉริยะ เพื่อศึกษาและติดตามพฤติกรรมการวางไข่ของเต่าตนุ

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

เปรมวิทย์ เกตุแก้ว, ณัฐนันท์ จึงธนศิริกูล, พีรกานต์ ยู

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

นันทา ศรีเเก้ว, ปัทมาพร ณ น่าน

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนชลราษฎรอำรุง

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2566

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ในปัจจุบันมาตรการเพื่อรองรับการฟักของลูกเต่า ได้ใช้วิธีจัดตั้งเขตพื้นที่การวางไข่ของเต่าทะเล หรือ นำไข่เต่าที่พบเจอเข้าอนุบาลเต่าทะเลเพื่อเพิ่มโอกาสการฟักของไข่เต่าให้มีอัตราความสำเร็จที่มากขึ้น โดยหนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญของการทำอนุบาลเต่าคือ การเคลื่อนย้ายไข่ ภายใน 3-6 ชั่วโมง หลังจากที่แม่เต่าฟักไข่ไว้ ซึ่งเป็นเวลาที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการเคลื่อนย้าย แต่ถ้าหากมากกว่า 6 ชั่วโมง ต้องพิจารณาถึง ความนิ่งและเสถียรภาพในการเคลื่อนที่เพื่อขนย้ายไข่ เนื่องจากสามารถทำให้ตัวอ่อนภายในไข่ตายได้ อีกทั้งการเจริญเติบโตของไข่เต่านั้น ต้องอาศัยความร้อน และ ความชื้นใต้พื้นทรายที่เหมาะสม รวมถึงอุณหภูมิที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อเพศของเต่าทะเล ถึงแม้จะเป็นวิธีการที่มนุษย์มีส่วนรวมในการดูแลไข่เต่าได้ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุได้ว่า วิธีการดังกล่าวสามารถเพิ่มจำนวนการรอดชีวิตในการดำเนินชีวิตได้มากกว่าวิธีตามธรรมชาติแต่อย่างใด ทำให้การสำรวจ เก็บข้อมูล และวิจัยเทคโนโลยีเพื่อฟื้นฟูเต่าทะเลเป็นหนึ่งในแนวทางการแก้ไขที่ได้รับความสำคัญในปัจจุบัน

จากผลการศึกษาพบว่า ขนาดของล้อรถ และ ความสมดุลของโครงสร้างรถสำรวจนั้นส่งผลต่อประสิทธิภาพของการเคลื่อนที่ของรถสำรวจซึ่งในโครงสร้างรถแบบ Rocker-Bogie สามารถเคลื่อนที่ผ่านพื้นที่ต่างระดับได้สูงที่สุด คือ 2 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อรถ เมื่อมีความยาวขาร็อคเกอร์ (Rocker) ที่ 19.5 ซม. และ มีระยะระหว่างข้อต่อถึงจุดหมุนของขาบูกี้ (Bogie) ที่ 6.5 ซม. การใช้ปริมาณกระแสไฟฟ้า มีลักษณะการใช้ปริมาณกระแสไฟฟ้า ที่แตกต่างกัน ตามลักษณะของพื้นที่ และ ปัจจัยภายนอกต่าง ๆ โดยมีการใช้ปริมาณกระแสไฟฟ้ามากสุดที่ และ ประสิทธิภาพการทำงานของ ปัญญาประดิษฐ์นั้น คุณภาพของกล้อง และ ความชัดเจนของ QR code ได้ส่งผลต่อเสถียรภาพการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ทั้งการเคลื่อนที่ติดตามพฤติกรรมการวางไข่ของเต่า และ การขนย้ายไข่เต่า