การศึกษาอนุรักษ์เปราะหอม(Kaempferia glanga)ด้วยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

นันท์มนัส วรรณสุทธิ์, วรภพ บุญเกิ่ง

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ปิยาภรณ์ โยธาสุข, ชยรพ คงดี

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย บุรีรัมย์

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2566

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ปัจจุบันเปราะหอม(Kaempferia galanga)ในประเทศไทยมีจำนวนลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากปัญหาทางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จึงเป็นสาเหตุของการสูญพันธุ์และการเสี่ยงสูญพันธุ์ของพันธุ์พืชหลายชนิด เปราะหอมมีความสัมพันธุ์เกี่ยวข้องกับคนไทยมาแต่โบราณทั้งในด้านการนำมาใช้เป็นอาหารและยา ซึ่งมีสรรพคุณในการแก้หวัดคัดจมูก รับประทานขับลมในลำไส้ แก้เสมหะ เจริญไฟธาตุ แก้ลงท้อง แก้โลหิตซึ่งเจือด้วยลมพิษ จึงถือเป็นสมุนไพรที่สำคัญมากที่สุดชนิดหนึ่ง หากเปราะหอมสูญพันธุ์จะทำให้ขาดสมดุลในสถาพแวดล้อมที่เปราะหอมอาศุยอยู่ เกิดการขาดแคลนสมุนไพร จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นผู้พัฒนาจึงสนใจที่จะนำการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็นการขยายพันธุ์พืชที่มีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสามารถขยายพันธุ์พืชปริมาณมากในระยะเวลาอันรวดเร็ว ต้นที่ได้จะปลอดโรคและมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนต้นแม่ทุกประการ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจึงเหมาะสำหรับการศึกษาและอนุรักษ์พันธุ์พืชที่ต้องใช้ตัวอย่างในการศึกษา และนำไปปลูกจำนวนมาก โดยศึกษาสูตรอาหารที่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเปราะหอม ทำการศึกษาโดยเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อร่วมกับสารควบคุมการเจริญเติบโตเพื่อหาอัตราส่วนที่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเปราะหอม โดยนำชิ้นส่วนตาเหง้าเพาะเลี้ยงบนสูตรอาหาร Murashige and Skoog (MS) ที่มีฮอร์โมน 6N-Benzyladenine (BA) ความเข้มข้น 1.5 มิลลิกรัมต่อลิตร และฮอร์โมน Napthalene acetic acid (NAA) ความเข้มข้นต่างกัน 0.5 , 1.0 , 1.5 , 2.0 ,2.5 มิลลิกรัมต่อลิตร ในห้องที่มีอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ให้รับเเสง 16 ชั่วโมงต่อวัน ความเข้มเเสง 1,200 ลักซ์ เพาะเลี้ยงเป็นเวลา 4 สัปดาห์ หลังจากนั้นบันทึกผลการทดลองโดยเก็บจากจำนวนรากและจำนวนยอดที่เกิดขึ้น เเละความสูงของยอด เพื่อเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของเปราะหอม ที่มีปริมาณความเข้มข้นของสารควบคุมการเจริญเติบโตที่ต่างกัน ซึ่งสูตรอาหารที่ศึกษาเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในการอนุรักษ์เเละขยายพันธุ์พืชเปราะหอม อีกทั้งยังสามารถนำไปใช้เป็นเเนวทางในการพัฒนาสูตรอาหารที่เหมาะสมสำหรับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชวงศ์เดียวกันกับเปราะหอมได้