ผำพืชที่เล็กที่สุดในโลก

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ปัตวรรธน์ เหมือนโพธิ์ทอง, นาโอมิ อิสราเอล, ณัฏฐณิชา วิจิตตปัญญารักษ์

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ฉวีวรรณ อ้นโสภา

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนวารีเชียงใหม่

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2560

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ผำพืชดอกที่เล็กที่สุดในโลก เป็นโครงงานสาขาพฤกษศาสตร์ ซึ่งผำหรือไข่น้ำสำหรับคนส่วนมากจะคิดว่าเป็นพืชตระกูลเดียวกับสาหร่าย โดยคนภาคเหนือนำมาประกอบอาหารเนื่องจากผำมีปริมาณโปรตีนที่สูงและราคาถูกแต่หากินไม่ได้ง่ายมากนัก ซึ่งคนทั่วไปไม่รู้จักพืชชนิดนี้ว่าทำไมผำจึงจัดเป็นพืชดอกที่มีขนาดเล็กที่สุด และมีส่วนประกอบอะไรบ้าง จึงส่งผลให้ผำมีการเพาะเลี้ยงในปริมาณที่น้อยลง และอาจจะส่งผลทำให้ผำสูญพันธ์ ดังนั้นทางคณะผู้จัดทำจึงมีวิธีการศึกษาการเพาะเลี้ยงและขยายพันธ์ผำโดยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน โดยขั้นตอนแรกค้นคว้าข้อมูลลักษณะเฉพาะและแหล่งเพาะเลี้ยง จากนั้นนำผำมาเพาะเลี้ยงเพื่อศึกษาอัตราการเจริญเติบโตของผำในน้ำที่มีสภาวะปกติในห้องปฏิบัติการ จากนั้นขั้นตอนที่ 2 เริ่มเพาะเลี้ยงผำโดยเปลี่ยนชนิดของปุ๋ยซึ่งประกอบด้วยปุ๋ย 4 ชนิด คือ ปุ๋ยไส้เดือน ,ปุ๋ยค้างคาว ,ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-16 และปุ๋ยเคมีสูตร46-0-0 สังเกตผลจากอัตราการเจริญเติบโตของผำเมื่อใส่ปุ๋ยด้วย ขั้นตอนสุดท้าย เพาะเลี้ยงผำในความเข้มข้นของปุ๋ยต่างกันโดยใช่ปุ๋ยคอก 4 ชนิดซึ่งมีความเข้มข้น 0.1% ,0.15% และ 0.2% สังเกตผลจากอัตราการเจริญเติบโตของผำในบีกเกอร์ จากผลการทดลองจะเห็นได้ว่าอัตราการเจริญเติบโตของผำเมื่อนำมาเลี้ยงในบีกเกอร์ที่มีน้ำอยู่ ลักษณะของผำคือพืชน้ำที่ลอยบนผิวน้ำ มีอัตราการขยายหรือแพร่พันธุ์ ประมาณ 5-7 วันต่อครั้ง ซึ่งมีการเพิ่มแบบทวีคูณ คือจาก 2 กรัมเป็น 4 ,8 ,16 และ 32 กรัม โดยประมาณตามลำดับ ซึ่งอัตราการเจริญเติบโตนี้เกิดจากการเลี้ยงผำในน้ำหรือน้ำประปาโดยไม่มีปุ๋ยเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ผำจะเจริญเติบโตและขยายพันธ์ได้ดีในสภาวะที่มีปุ๋ยคอกดีที่สุด และปุ๋ยคอกที่เหมาะสำหรับเลี้ยงผำที่ดีที่สุดคือปุ๋ยคอก(ปุ๋ยค้างคาว)

การนำผำอบแห้งไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ขนมจีน ผำแผ่น และลูกชิ้น พบว่าหากทำเป็นอาหารสามารถรับประทานโดยไม่เสียคุณค่าทางสารอาหารและยังเพิ่มปริมาณสารอาหารที่จำเป็นบางส่วนแก่ร่างกายจากอาหารแปรรูปนั้นอีกด้วย ซึ่งผำนั้นสามารถดัดแปลงรวมกับอาหารชนิดอื่นๆได้อีก โดยคุณค่าทางโภชนาการของผำ คือ ประกอบไปด้วยโปรตีนมากถึง 30% นอกจากนี้ยังประกอบด้วยแคลเซียมและเบตาแคโรทีน อีกทั้งยังเป็นสารต้านพิษบางอย่าง และในอนาคตหากผำสามารถเพาะเลี้ยงได้อย่างแพร่หลายมากขึ้นอาจจะส่งผลให้มีการแปรรูปของผำไปสู่ผลิตภัณฑ์หรืออาหารชนิดอื่นๆได้อีกมากมาย