การเพิ่มผลผลิตและป้องกันการย้ายรังของผึ้งโพรง (Apis cerana Fabricius) ในช่วงฤดูร้อนโดยใช้ลังดินและวุ้นเกสรวัชพืช

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

รวินท์นิภา กันทะวงค์, ชนาภา ภูนสุวรรณ์, กัญญณัฐ เรือแก้ว

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

กีรติ ทะเย็น

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2564

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ผลผลิตผึ้งโพรงเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศไทยชนิดหนึ่ง ปัจจุบันเกษตรกรนิยมเลี้ยง ผึ้งโพรงในลังไม้และลังซีเมนต์ แต่ในช่วงฤดูร้อนจะมีอากาศร้อน ขาดแคลนน้ำและอาหาร ทำให้ผลผลิตลดลงและเกิดปัญหาการย้ายรังของผึ้งโพรง ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ลดลงและต้องลำบากไปจับผึ้งโพรงกลับมาไว้ที่เดิม ดังนั้นโครงงานนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของลังดินและวุ้นเกสรวัชพืชในการเพิ่มผลผลิตและป้องกันการย้ายรังของผึ้งโพรงในช่วงฤดูร้อน การทดลองแบ่งเป็น 4 ตอน ตอนที่ 1 เปรียบเทียบอุณหภูมิและความชื้นภายในลังไม้ ลังซีเมนต์และลังดิน พบว่า ลังดินสามารถควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของผึ้งโพรงได้ดีกว่าลังซีเมนต์และลังไม้ โดยลังดินสามารถควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เกิน 30 องศาเซลเซียส และความชื้นไม่ให้ต่ำกว่า 60% ตอนที่ 2 เปรียบเทียบอัตราการระเหยของน้ำและวุ้นเกสรวัชพืช พบว่า วุ้นเกสรวัชพืชมีอัตราการระเหยน้อยกว่าน้ำปกติ โดยมีอัตราการระเหยเท่ากับ 0.09±0.01 กรัมต่อวัน วุ้นเกสรวัชพืชจึงช่วยเกษตรกรไม่ต้องเติมน้ำบ่อยครั้ง ตอนที่ 3 เปรียบเทียบการเจริญเติบโตของผึ้งโพรงที่กินวุ้นเกสรวัชพืชและเกสรเทียม พบว่า ผึ้งโพรงที่กินวุ้นเกสรวัชพืชมีอัตราการเจริญเติบโตมากกว่าผึ้งโพรงที่กินเกสรเทียม ตอนที่ 4 เปรียบเทียบผลผลิตและเปอร์เซ็นต์การย้ายรังของผึ้งโพรงที่เลี้ยงด้วยวิธีการแตกต่างกัน พบว่า การเลี้ยงผึ้งในลังดินและใช้วุ้นเกสรวัชพืชเป็นแหล่งน้ำและอาหาร ส่งผลให้ได้ปริมาณผลผลิตสูงกว่าการเลี้ยงผึ้งโพรงแบบอื่น โดยให้ผลผลิตไข่ผึ้ง เท่ากับ 3.51±0.02 กิโลกรัมต่อรัง และให้ผลผลิตน้ำผึ้ง เท่ากับ 4.02±0.11 กิโลกรัมต่อรัง อีกทั้งสามารถป้องกันการย้ายรังของ ผึ้งโพรงได้ 100%