เปรียบเทียบความสามารถในการสกัดเอทานอลจาก หญ้าชันกาด (Panicum repens L.) หญ้าคา (Imperata-cylindrica (L.) P.Beauv.) และหญ้าแห้วหมู (Cyperus rotundus L.) ด้วยกระบวนการทางกายภาพและชีวเคมี

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

กันตภณ นะราแก้ว, พัฒนวดี ศรีสุเทพหิรัญญา, กนกพร ทองแท่งใหญ่

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

สุทธิวิชญ์ พงษ์ธนาวิสิฐ, ศิริพร เทียนเบ็ญจะ

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2565

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ปัจจุบันแนวโน้มการใช้เอทานอลสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ความต้องการ มันสําปะหลัง และอ้อยเพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากทั้ง 2 เป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตเอทานอล แต่กำลังและความสามารถในการเพาะปลูกพืชทั้ง 2 ชนิดนี้ยังคงเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่าความต้องการใช้ จึงอาจประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบประเภทนี้ได้ในอนาคต ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตเอทานอล ดังนั้นในปัจจุบัน การผลิตเอทานอลจึงมุ่งเน้นไปใช้ของเสียหรือวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรที่อยู่ในรูปลิกโนเซลลูโลส (lignocellulose material) ที่มีคุณสมบัติที่คล้ายกับพืชทั้ง 2 มาผลิตเอทานอลทดแทน

หญ้าชันกาด หญ้าคา และ หญ้าแห้วหมู มีโครงสร้างและองค์ประกอบทางเคมีส่วนใหญ่เป็นสารอินทรีย์จำพวก ลิโนเซลลูโลส ประกอบด้วย เซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และลิกนิน ซึ่งทั้ง 3 เป็นสารอินทรีย์ในกลุ่มคาร์-โบไฮเดตรที่จัดเป็น พอลิแซ็กคาไรด์ ( Polysaccharide ) ซึ่งสามารถเปลี่ยนรูปเพื่อนำสารประเภทนี้ไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น การนำมาผลิตเอทานอล ถึงแม้หญ้าทั้ง 3 ชนิดจะมีคุณประโยชน์ที่เหมาะแก่การนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ รวมทั้งเป็นหญ้าที่พบได้ทั่วไปในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ ประเทศไทย แต่ก็ยังถูกกำจัดและทำลายทิ้งเนื่องมาจาก การขาดความรู้ซึ่งเป็นผลมาจากการทำความเข้าใจและศึกษาที่ไม่ชัดเจนมากพอ จนทำให้หญ้าทั้ง 3 ถูกมองว่าเป็นวัชพืชที่ไม่มีประโยชน์

คณะผู้จัดทำจึงหาวิธีการสร้างประโยชน์ด้วยการนำหญ้าทั้ง 3 ชนิดมา ปรับสภาพวัตถุดิบด้วยวิธีที่เหมาะสมโดยใช้วิธีการทางกายภาพคือการบทหรือทำให้หญ้ามีขนาดเล็กลง และเคมีคือการปรับสภาพด้วย กรดซัลฟิวริก โซเดียมไฮดรอกไซด์ สารละลายโซเดียมคลอไรด์ จากนั้นนำย่อยเพื่อให้กลายเป็นน้ำตาลด้วยเอนไซม์เซลลูเลส แล้วหมักหรือสกัดเอทานอลด้วยยีสต์ขนมปัง แล้วจึงตรวจสอบและเปรียบเทียบว่าหญ้าชนิดใดสามารถสกัดเอทานอลออกมาได้ปริมาณมากที่สุดในหน่วยความเข้มข้น % v/v เมื่อเทียบกับหญ้าชนิดอื่นด้วยการตรวจอย่างง่ายโดย Q-E-S-T 3-in-1 Alcohol Test Kit และ เครื่องมือทดสอบความเข้มข้นของแอลกอฮอล์

เพื่อศึกษาว่าวิธีการปรับสภาพด้วยวิธีใดเหมาะสมต่อหญ้าทั้ง 3 ชนิดที่สุด โดยเปรียบเทียบความเข้มข้นของเอทานอลที่ได้จากการปรับสภาพด้วยวิธีต่างๆ เมื่อเทียบการตัวอย่างที่ไม่ผ่านการปรับสภาพ และเพื่อศึกษา เปรียบเทียบปริมาณเอทานอลที่สกัดได้จากหญ้าทั้ง 3 ชนิด มาเป็นแนวทางในการพัฒนาและต่อยอดการสกัดเอทานอลจากวัสดุลิโนเซลลูโลส ในรูปของพืชตระกูลหญ้าที่พบได้ทั่วไปในชุมชนอย่างละเอียดเพื่อนำไปใช้ในเชิงอุตสาหกรรมและพานิชย์ต่อไป