การลดปริมาณธาตุเหล็กในน้ำใต้ดิน

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ณัฐ​นันท์​ รองพล, อรลตา ภู่จินดา, นราวิชญ์ มะลิวัลย์

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

พัชรี ช้อนแก้ว

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนบ้านนา(นายกพิทยากร)

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2562

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ในปัจจุบันจังหวัดนครนายกมีการใช้น้ำบาดาลที่มาจากการขุดเจาะ มาใช้ในการอุปโภค บริโภค การเกษตรและรวมถึงประชาชนในพื้นที่ซึ่งน้ำประปาไม่สามารถเข้าถึงและอยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำผิวดิน น้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำจืดที่อยู่ในสถานะของเหลวมีปริมาณมาก เนื่องจากน้ำบาดาลอยู่ชั้นใต้ดิน อาจมีโลหะหนักจากแร่ธาตุในชั้นหินชั้นดินปนปื้นในน้ำบาดาล เช่น (Iron, Fe) เหล็ก ซึ่งตามมาตราฐานกรมควบคุมมลพิษ ปี2552 ระบุว่า ไม่ควรเกิน0.5 มิลลิกรัม/ลิตร และอนุโลมได้มากสุดคือ 1.0 มิลลิกรัม/ลิตร(บางที่ระบุว่าไม่ควรเกิน0.3 มิลลิกรัม/ลิตร) เหล็กในธรรมชาติสวนใหญ มาจากชั้นหินและดิน ซึ่งเหล็กในน้ำบาดาลที่พบ จะอยูในรูปของ เหล็กเฟอรรัส (Fe2+) เปนเหล็กที่สามารถละลายในน้ำซึ่งเกิดจาก ในดินมีแบคทีเรียที่ทําใหเกิดกระบวนการยอยสลายสารอินทรีย ซึ่งกระบวนการนี้จะทําใหเกิดคารบอนไดออกไซด เมื่อละลายน้ำจะไดกรดคารบอนิค ซึ่งเปนกรดออนดังนั้น เมื่อน้ำไหลผานชั้นหินหรือชั้นดินที่มีแรเหล็กอยู ก็จะละลายแรเหล็กนั้น เหล็กที่ถูกละลายจะอยูในรูปของ เหล็กเฟอรรัส

ผลเสียเมื่อมีค่าเหล็กเกิน 0.5มิลลิกรัม/ลิตร คือ มีกลิ่นและรสชาดของเหล็กซึ่งจะมีกลิ่นคาว นอกจากนี้น้ำที่มีเหล็กสูงจะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียเหล็กทำให้เกิดสนิม เมื่อท่อนั้นเป็นเหล็กจะเกิดสนิมภายในท่อ ส่งผลให้น้ำมีกลิ่นสนิม มีสีสนิมหรือสีส้ม เมื่อนำไปใช้ซักผ้าจะมีจุดสีส้มหรือคลาบสีส้มเนื่องจากการตกตะกอนของสนิม เป็นผลเสียที่เห็นได้ชัด

จากผลเสียที่เกิดขึ้นทำให้พบปัญหาคือ ปริมาณเหล็กในน้ำบาดาลที่มากกว่ามาตราฐาน และพบวิธีการแก้ปัญหาคือ นำน้ำบาดาลที่เก็บตัวอย่างน้ำบาดาลจากการขุดเจาะจำนวน 5 ที่ในเขต อ.บ้านนา

จ.นครนนายกนำมาวัดค่าของเหล็กว่ามีปริมาณเกินเกณฑ์มาตราฐานหรือไม่ น้ำที่เกินเกณฑ์มาตราฐาน

มาใส่สารที่ช่วยลดค่าของเหล็กในน้ำ จากนั้นนำน้ำไปวัดค่าเพื่อบันทึกผลว่าปริมาณเหล็กลดลง