การศึกษาปริมาณสารแทนนินจากส่วนเหลือทิ้งของมันสำปะหลัง เพื่อนำไปใช้ในการยับยั้งและควบคุมโรคขั้วหวีเน่าในกล้วยหอมทอง
- ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
อภิสิทธิ์ รสจันทร์, อุมาพร หาริคุณ, แก้วตา ศรีกะชา
- อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์
วีระพล ภาระเวช, อุลัยพร สิงห์ขัน
- โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์
- ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์
ศึกษาปริมาณสารแทนนินจากส่วนเหลือทิ้งของมันสำปะหลังคือใบ ลำต้นและเหง้า ที่สกัดด้วยตัวทำละลายคือเอทานอลและอะซิโตนที่ระดับความเข้ม 50% 60% 70% และ80% โดยวิธีการตกตะกอนด้วยโปรตีนไข่ขาว
ศึกษาปริมาณสารแทนนินจากส่วนเหลือทิ้งของมันสำปะหลังที่มีปริมาณสารแทนนินมากที่สุดต่างชนิดคือพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ระยอง 5 ระยอง 9 ระยอง 90 และห้วยบง 60 อายุ 1 ปี ที่สกัดด้วยตัวทำละลายคือเอทานอลและอะซิโตนที่ระดับความเข้ม 50% 60% 70% และ80% เทียบกับปริมาณสารแทนนิน บริสุทธิ์โดยวิธีการตกตะกอนด้วยโปรตีนไข่ขาว เปรียบเทียบปริมาณสารแทนนินของสารสกัดด้วยการวัดค่าดูดกลืนแสงของสารโดยใช้เครื่อง UV-Visible spectrophotometer
ศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดหยาบแทนนินจากส่วนของมันสำปะหลังที่มีปริมาณสารแทนนินมากที่สุดในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราสาเหตุของโรคขั้วหวีเน่าในกล้วยหอมทองโดยการแยกเชื้อราบริสุทธิ์ด้วยวิธี tissue transplanting method การศึกษาการเจริญเติบโตของเชื้อราบนอาหาร PDA ศึกษาลักษณะสัณฐานวิทยาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ และทดสอบประสิทธิภาพการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราสาเหตุโรคขั้วหวีเน่าในกล้วยด้วยวิธี poisoned food technique และวิธี paper dish เทียบกับสารแทน นินบริสุทธิ์
ศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดหยาบแทนนินในการควบคุมโรคขั้วหวีเน่าในกล้วยหอมทองที่เกิดจากการปลูกเชื้อราสาเหตุโรคโดยวิธีการก่อนจุ่มและหลังจุ่มด้วยสารสกัดหยาบที่สกัดได้
ศึกษาประสิทธิภาพของสารสารสกัดหยาบแทนนินในการควบคุมโรคขั้วหวีเน่าในกล้วยหอมทองในการนำไปใช้งานเทียบกับสารปลอดภัยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือ 1) กรดออกซาลิก 100 mg/L 2) กรดซาลิไซลิก 250 mg/L และ 3) โพแทสเซียมซอร์เบต 500 mg/L